คอลัมน์ ใบตองแห้ง
จมปลัก ปชต.ปลอม – รัฐธรรมนูญ 2560 แปลงรัฐประหารมาอยู่ในร่าง “ประชาธิปไตยปลอม” มีการเลือกตั้งแต่ล็อกไว้ด้วย 250 ส.ว. มีกติกาแต่ควบคุมด้วยศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ มีกฎหมาย มีกระบวนการยุติธรรม แต่เอาไว้ใช้กับเสียงข้างน้อยคนเห็นต่างต่อต้านรัฐบาล
สองปีหลังเลือกตั้ง ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กลับไปสู่สุญญากาศ อำนาจประชาธิปไตยปลอมดูเหมือนยิ่งเข้มแข็งขึ้น สังคมอ่อนแอจมปลัก จากที่ประชาชนเลือกพรรคฝ่ายค้าน 16 ล้านเสียง ถูกลดทอนด้วยสูตรเศษมนุษย์ ถูกยุบพรรคตัดสิทธิ วันนี้พรรคพลังประชารัฐชนะทุกการเลือกตั้งซ่อม คนส่วนใหญ่ในสังคมต้องหวังพึ่งรัฐบาล กดลงทะเบียนรับสิทธิคนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน
ภายใต้อำนาจและกติกาอย่างนี้ อีก 2 ปี พรรคพลังประชารัฐจะชนะถล่มทลาย เพราะทุกคนรู้เลือกอย่างไร 250 ส.ว.ก็โหวตประยุทธ์เป็นนายกฯ กลไกอำนาจทุกด้านเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายตรงข้าม นักการเมือง “บ้านใหญ่” มีแต่จะแย่งกันเข้ามาอยู่ใต้บารมีประวิตร-ธรรมนัส
คงเป็นที่สะใจสำหรับพวกปิดเมืองขัดขวางเลือกตั้ง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ที่รัฐธรรมนูญ 2560 สามารถสร้างระบอบ “คนดีปกครองบ้านเมือง” ด้วยการดูดนักการเมืองที่พวกเป่านกหวีดเคยด่าทอว่าสามานย์ “สมุนทักษิณ” มาเป็นบริวาร สร้างเครือข่ายการเมืองอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง ชนะกระทั่งประชาธิปัตย์ “ดีแต่พูด”
ยิ่ง “นั่งร้าน” อย่างสี่กุมาร รัฐมนตรี กปปส. ถูกกำจัด พรรคพลังประชารัฐยิ่งเข้มแข็ง เสถียรภาพประยุทธ์ยิ่งมั่นคง โดยไม่ต้องพะวงกลุ่มก๊วนในพรรค หรือพรรคร่วมรัฐบาล เพราะกติกาและอำนาจพิเศษกดทับไว้ไม่มีใครกล้าหือ
อย่างที่เห็นพรรคร่วมรัฐบาลขัดแย้งกัน ทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลงมติแก้รัฐธรรมนูญ หรือถูกฝ่ายค้านลากไส้ ก็ไม่กระทบกระเทือน ไม่มีใครถอนตัว ทะเลาะกันไปก็เท่านั้น
ฝ่ายอนุรักษนิยมมวลชนสลิ่มพึงพอใจที่เห็นประยุทธ์เป็น “เสาหลัก” ของระบอบคนดีปกครองบ้านเมือง กวาดต้อนนักการเมืองมาเป็นบริวาร แม้รู้ว่ามีกล้วย มีประโยชน์ต่างตอบแทน แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่จะเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยด้วยการเมืองเก่าถอยหลัง โดยมีองค์กรอิสระองค์กรศีลธรรมคอยปกป้อง กำจัดฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ และเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในทัศนะอนุรักษนิยม
ฟังคล้ายยุคพลเอกเปรม แต่ประชาธิปไตยครึ่งใบต่างกับประชาธิปไตยปลอม ประชาธิปไตยครึ่งใบเกิดหลังรัฐบาลหอย เผด็จการเต็มใบ หลังเกิดประชาธิปไตยช่วงสั้น 14 ตุลา 16 ถึง 6 ตุลา 19 แล้วขบวนการนักศึกษาถูกเข่นฆ่าอำมหิต “เก้าอี้ฟาด” เข้าป่าไปสู้รบร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ผู้มีอำนาจต้องปรับตัว รัฐประหารกันเองนำประเทศกลับสู่เลือกตั้ง นิรโทษกรรม 66/23 ประกอบกับอุดมการณ์สังคมนิยมแบบพรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลาย สิ้นสุดยุคสงครามเย็น
ยุคเปรมคือการถอยกลับจากรัฐบาลหอย ผ่อนคลายอำนาจ เปิดพื้นที่ให้สังคม นักการเมือง ภาคเอกชน ประชาสังคม สื่อ นักวิชาการ ฯลฯ แม้ความเติบโตของสังคมจะหวนมาไล่เปรมหลังอยู่ครบ 8 ปี แต่ชนชั้นนำก็ได้สร้าง “บารมี” จากการผ่อนคลายอำนาจ ปรับตัวเข้ากับสังคมที่เริ่มเปลี่ยนเป็นทุนนิยมบริโภค ใช้ทั้งการปฏิบัติตัว propaganda การศึกษา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ จนยึดครองอำนาจศรัทธา
ยุคประยุทธ์ไม่ใช่ยุคเปรม แม้ใช้นักการเมืองเหมือนกัน แม้ใช้การร่วมมือกับกลุ่มทุนใหญ่ แต่ไม่ใช่ยุคที่ผ่อนคลายอำนาจ ตรงข้ามกลับใช้อำนาจเข้มงวดกว่าอดีตด้วยซ้ำ เพื่อปกป้องระบอบที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่ เพียงแปลงร่างจากอำนาจปืนมาใช้อำนาจกฎหมาย ใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้กฎหมายและศีลธรรมที่เคยเป็นอาวุธสำคัญของอนุรักษนิยมยิ่งวิบัติ เป็นแค่เครื่องมือกำจัดคนต่อต้าน ปกป้องพวกเดียวกัน รวมทั้งนักการเมืองสมุนบริวาร
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงรุนแรง แหลมคม เหมือนปรากฏการณ์ม็อบคนรุ่นใหม่ปี 63 ที่สร้างความตกตะลึงเรียกร้องทะลุเพดาน แม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะอำนาจใหญ่โตมหึมา เหมือนพุ่งชนตู้คอนเทนเนอร์
แต่ก็ไม่ใช่พลังคนรุ่นใหม่ราบคาบ ถูกปราบแล้ว แค่อยู่ระหว่างการปรับตัว ความกลัวเอาชนะคนรุ่นใหม่ไม่ได้ ถ้าไม่สามารถชนะใจ แม้แกนนำถูกจับ ก็ยังไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจำนน ในทางตรงข้าม การใช้อำนาจปราบปรามยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อถือต่อตำรวจ ต่อกระบวนการยุติธรรม ให้กลายเป็น “ยุติธรรมปลอม” ใต้ประชาธิปไตยปลอม
อำนาจวันนี้จึงดูเหมือนใหญ่โต แน่นเหนียว ไม่มีใครเขย่าได้ ยิ่งถ้าเดินหน้าไปในระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 ยิ่งควบคุมได้หมด ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทางต่อสู้ในระบบ รอเลือกตั้งก็แพ้ ถูกดูด ถูกยุบพรรค จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นหนทาง จะไล่ 250 ส.ว. ก็ต้องปลุกม็อบ ซึ่งจะถูกข้อหาไม่เคารพกฎหมาย ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ภาคธุรกิจต้องการทำมาหากิน เดี๋ยวหุ้นตก ฯลฯ
แต่ความเข้มแข็งใหญ่โตนี้วางอยู่บนจุดเปราะ ที่หากปริแตกเมื่อไหร่จะยับยั้งไม่ได้ กลายเป็นพังย่อยยับไปด้วยกันหมด