คอลัมน์ ใบตองแห้ง
อยู่ข้างปารีณา – ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ควรเห็นพ้อง ที่ศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช.เพื่อวินิจฉัยว่า “เอ๋ ปารีณา” ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ แล้วสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน
แม้สมน้ำหน้าได้ ไงล่ะ ปกป้องระบอบประยุทธ์ดีนัก แต่ในหลักการ นี่คือความผิดเพี้ยนของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ดึงศาลมา “ตัดสินจริยธรรม” ทั้งที่ศาลไม่ควรต้องมาแบกรับ เรื่องที่อาจสร้างความขัดแย้งและผิดฝาผิดตัว
ศาลอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ตัดสินคดีด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ฟังพยานหลักฐานสองฝ่ายแล้วชั่งน้ำหนัก
กฎหมายกับจริยธรรมเป็นคนละเรื่องกัน กฎหมายมีหลักเกณฑ์ อธิบายได้ด้วยเหตุผล (แม้หลังๆ ถูกบิดเบือนจนเลอะเลือน) จริยธรรมเป็นนามธรรม เป็นเรื่องความเหมาะสม หรือไม่สมควร ซึ่งบางครั้งก็นานาจิตตัง เลี่ยงไม่พ้นที่จะเอาทัศนคติของตนไปตัดสิน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าศาลอาญาตัดสินคดีรุกป่า ผิดจริง ก็จะมีพยานหลักฐานมัดแน่น เถียงไม่ออก ทั้งภาพถ่ายทางอากาศ เล้าไก่ ฯลฯ ปารีณาทั้งติดคุกทั้งตกเก้าอี้ ส.ส.
แต่คดีจริยธรรม ศาลฎีกาจะบรรยายพยานหลักฐานยกเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร ยังนึกไม่ออก ถ้าบอกว่าเป็นเพราะพฤติกรรม ไม่ต้องถึงศาลหรอก ชาวบ้านทั้งประเทศก็ตัดสินจริยธรรมปารีณาได้
เพราะคนส่วนใหญ่ตัดสินปารีณาไปแล้วไง พอ ป.ป.ช.ยื่นศาล จึงไชโยโห่ร้อง ไม่ทันคิดว่าถ้ายอมรับเป็น “ไม้กายสิทธิ์” เดี๋ยวก็จะชี้ไปเรื่อย จนเกิดความขัดแย้ง แบบชี้เงินบริจาคเป็นเงินผิดกฎหมาย ยุบพรรคอนาคตใหม่
มาตรการถอดถอนนักการเมืองนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วยทัศนะคนชั้นกลางที่มองว่านักการเมืองหน้าด้าน ขี้โกง ฝากความหวังกับ “องค์กรเทวดา” เชื่อว่าจะเกิดองค์กรอิสระสูงส่งลอยมา ทั้ง ป.ป.ช. กกต.
ครั้งแรกยังอยู่ในหลักประชาธิปไตย Impeachment โดย ส.ว.จากเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถถอดถอนใครได้ รัฐธรรมนูญ 2550 เปลี่ยนเป็น ส.ว.สรรหากึ่งหนึ่ง ก็ถอดถอนไม่ได้อยู่ดี เพราะต้องใช้เสียง 3 ใน 5 จนรัฐประหาร 2557 ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่อ้างว่ายังมีกฎหมาย ป.ป.ช. จึงใช้ สนช.แต่งตั้ง ลงมติถอดถอนยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ถูกยึดอำนาจไปแล้ว ไม่รู้ถอดถอนทำซากอะไร
รัฐธรรมนูญมีชัย มาตรา 234-235 เปลี่ยนระบบถอดถอนใหม่ ให้ศาลรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระออก “มาตรฐานจริยธรรม” มาบังคับใช้กับนักการเมืองด้วย ถ้าเห็นว่าใครทำผิด ให้ ป.ป.ช.ไต่สวนส่งศาลฎีกา เป็นกระบวนการที่ไม่ยึดโยงกับอำนาจประชาชน ดึงศาลมาตัดสินคนที่ประชาชนเลือกมา หรือคนที่ประชาชนนิยม ในเรื่องที่ไม่ใช่กฎหมาย
ไม่รู้ศาลอยากได้อำนาจนี้หรือไม่ แต่รัฐธรรมนูญมีชัยยัดใส่มือศาล โดยไม่กลัวความขัดแย้งบานปลาย มีอะไรให้ศาลรับไป
รัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งการ์ดไว้จัดการทักษิณ-เพื่อไทย ถ้าชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลแบบปี 2551-2554 แต่ระบบเลือกตั้งและบทเฉพาะกาลทำให้ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก หลังจากใช้กลไกรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็หวนกลับมาเป็นพิษเป็นภัยกับพวกตัวเอง เช่น รัฐมนตรี กปปส. ตกเก้าอี้ ส.ส.ที่ติดคุก 2 คืนยังต้องตีความ
แน่ละ อันดับแรก ฝ่ายประชาธิปไตยควรสมน้ำหน้า เป็นไงล่ะ ไอ้พวกปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ในหลักการก็ต้องคัดค้าน ทำไมผู้แทนที่ประชาชนเลือกมา ต้องตกเก้าอี้เพียงเพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วไม่ได้ประกัน ต่อให้เกลียดถาวร เสนเนียม ต่อให้เชื่อว่านวัธจ้างวานฆ่า หรือเชื่อว่าเทพไทโกงเลือกตั้งนายก อบจ. แต่การตกเก้าอี้ ส.ส. ก็ไม่เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือหลักความยุติธรรมที่จำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีถึงที่สุด
รัฐมนตรี กปปส.ก็ไม่ควรต้องตกเก้าอี้เพียงเพราะศาลตัดสินจำคุก ยิ่งเป็นคดีชุมนุมทางการเมือง นักต่อสู้ต้องโดนกันทั้งนั้น แต่สมน้ำหน้า เพราะเสือกขัดขวางเลือกตั้ง
ระหว่าง นิพนธ์ บุญญามณี กับ ป.ป.ช. ก็ต้องเลือกนิพนธ์ แค่ไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถ จากการประมูลที่มีปัญหา ป.ป.ช.กลับชี้มูล “ละเว้น” ระหว่างศักดิ์สยามกับ ป.ป.ช. ก็ไม่น่าไว้ใจศักดิ์สยาม แต่มันใช่เรื่องของ ป.ป.ช.หรือ ที่ส่งหนังสือห้าม ครม.อนุมัติต่อขยาย Terminal ด้านเหนือ ป.ป.ช.เป็นยิ่งกว่าสภาพัฒน์ เป็นคุณพ่อรู้ดีทุกเรื่อง
รัฐธรรมนูญ 2560 ปิดทางแก้ ประยุทธ์เย้ย แก้ให้ได้ก็แล้วกัน 250 ส.ว.ยังลอยหน้าลอยตา จะอยู่ครบ 5 ปีโหวตประยุทธ์อีกครั้ง รัฐประหารสืบทอดอำนาจผสมพันธุ์นักการเมืองที่พวกเป่านกหวีดเคยก่นด่า
ในสถานการณ์อย่างนี้ องค์กรเทวดาทั้งหลายพยายามโชว์ฟอร์ม “ปราบโกง” ให้ประชาชนคิดว่ายังมีที่พึ่ง ทั้งที่เป็นกลไกค้ำระบอบไม่ชอบธรรมไม่อยู่บนพื้นฐานประชาธิปไตย ซ้ำร้าย เป็นอำนาจรุงรังผลาญงบประมาณ
ระหว่าง “เอ๋ ปารีณา” กับองค์กรอิสระ 250 ส.ว. จึงเห็นได้ว่า อย่างน้อยเอ๋ก็ไล่ง่ายกว่า พูดอะไรชาวบ้านรู้ไส้ หลอกใครไม่ได้ก็แล้วกัน