FootNote : เป้าหมาย สถานการณ์ 4 เมษายน พุ่งสู่ ยอดอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การขยับของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในวันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน กำลังถูกจับตามองด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง
เห็นได้จาก “น้ำเสียง” อันมาจากซีกของ “รัฐบาล”
ไม่ว่าจะเป็นการเตือนด้วยความห่วงใยจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะไปถึงประชาชนเช่น เดียวกับสถานการณ์เมื่อปี 2553
ไม่ว่าจะเป็นความพยายามออกมา “ด้อยค่า” ซึ่งดังกึกก้องมาจากภายใน 1 ทำเนียบรัฐบาล 1 พรรคพลังประชารัฐ และ 1 จากบางส่วนของ 250 ส.ว.
น่าสนใจก็ตรงที่เป็นความพยายามขยายบทบาทและความหมายของสโลแกนที่ว่า “สู้แล้วรวย” โดยโยงบทบาทของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับ บทบาทของ นายทักษิณ ชินวัตร เข้าด้วยกัน
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ระยะห่างระหว่าง นายทักษิณ ชินวัตร กับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เด่นชัดตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคม 2563
เมื่อผลการเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่ปรากฏออกมาว่าใครชนะ ใครพ่ายแพ้
ถามว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดความวิตกกังวลในซีกของรัฐบาลกระทั่งไม่สามารถเก็บ “อาการ”ไว้ได้
เพราะว่านี่คือบทบาท “ใหม่”จาก นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ อาจยังมีหัวโขน” ประธานนปช.” อยู่ในความครอบครอง แต่การเคลื่อนไหวในวันที่ 4 เมษายนนี้ เป็นการฟื้นอดีตไปยังการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535
เห็นได้จากการจับมือร่วมกับ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ร่วมกับ นายวีระ สมความคิด และไปไกลถึงขนาดจับมือร่วมกับ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต แห่งคณะกรรมการณรงค์ประชาธิปไตย(ครป.)
นี่คือการเอาบทเรียนจากการต่อสู้กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 มาใช้ต่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนพฤษภาคม 2564
เพราะจากวันที่ 4 เมษายน เป้าหมายอย่างแท้จริงก็คือ วันที่ 22 พฤษภาคม อันตรงกับวัน “รัฐประหาร”เมื่อ 7 ปีก่อน
แม้การต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเคยหนักหน่วงนับแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 แต่ในเดือนเมษายน 2564 เป็นการกระหน่ำเข้าใส่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นด้านหลัก
โยงตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มายังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562
ทั้งหมดเป็นเรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เต็ม เต็ม