เหตุการณ์เรือดำน้ำของกองทัพเรืออินโดนีเซีย จมลงใต้ทะเล ระหว่างการซ้อมรบใกล้เกาะบาหลี สูญเสียกำลังพล 53 นายเป็นเรื่องสะเทือนใจไปทั่วโลก รวมถึงไทย ที่เป็นเพื่อนร่วมภูมิภาค
นอกจากร่วมแสดงความเสียใจแล้ว มีหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงการจัดหาเรือดำน้ำของไทย การรักษาความปลอดภัย การซ่อมบำรุงในระยะยาว และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงแบบกรณีของอินโดนีเซีย
การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมมานาน และคาดว่าจะเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางอีกครั้งในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ของสภาผู้แทนฯ
หลังผ่านขั้นตอนที่ครม.เห็นชอบ หลักการร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท
งบประมาณปี 2565 ลดลงจากงบปี 2564 ถึง 1.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้กระทรวงกลาโหม ลดลง 11,000 ล้านบาท
แม้จะยกเลิกการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน แต่แผนการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ คือลำที่ 2 และลำที่ 3 ตามงบประมาณผูกพันปี 2563-2569 ราว 22,500 ล้านบาท รวมถึงงบก่อสร้างที่จอดเรือ 900 ล้านบาท ยังคงบรรจุอยู่
เมื่อปีก่อนถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด กองทัพจึงเจรจาขอเลื่อนจ่าย 3,375 ล้านบาทให้กับจีน
ปีนี้โควิด-19 กลับมาระบาดหนักอีกเสียงวิจารณ์และข้อเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการ การใช้งบประมาณระหว่างเรื่องจัดหาอาวุธกับจัดหาวัคซีน จึงกลับมาอีกเช่นกัน
และดูเหมือนว่าจะเป็นเสียงที่ดังกว่าเดิม
ความจำเป็นที่ประเทศต้องมีเรือดำน้ำ ตาม คำอธิบายของกองทัพระบุว่า เพื่ออุดช่องโหว่ด้านข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ หรือสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนกับระบบเศรษฐกิจทางทะเลของไทย
ส่วนความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ทั่วถึงและรวดเร็ว เกี่ยวข้องกับสุขภาพประชาชนโดยตรง รวมถึงมีผลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับที่ไทยแข่งขันได้
แม้ว่าความจำเป็นทั้งสองเรื่องเป็นคนละประเภท แต่เมื่ออยู่ในงบประมาณเดียวกันเป็น เงินภาษีเช่นเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้อง ชั่งน้ำหนักและใช้ฝีมือในการบริหารจัดการ
เพราะการรักษาความมั่นคงของ ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และควรให้ความสำคัญยิ่งกว่าความมั่นคงทางทหาร