รวบอำนาจ – การรวมศูนย์อำนาจ หรือถ่ายโอนอำนาจจากรัฐมนตรีมาไว้ที่นายกรัฐมนตรีเพื่อรับมือกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ขณะนี้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.2564
ผู้เกี่ยวข้องต่างยืนกรานว่ากรณีนี้จะเป็น เรื่องชั่วคราวเท่านั้น เพื่อย้ำให้ประชาชน หรือ ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเข้าใจและเห็นถึงความจำเป็น
เพราะการถือครองอำนาจลักษณะนี้ สะท้อนถึงความไม่ปกติของการบริหารบ้านเมือง
ทั้งที่ความไม่ปกติทางอำนาจฉายชัดอยู่ก่อนหน้านี้แล้วจากกลไกของรัฐสภาที่มีสมาชิกวุฒิสภา 250 คน มาจากการแต่งตั้งโดยผู้นำรัฐประหาร และยังค้างอยู่จนเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงทุกวันนี้
การรวมอำนาจดังกล่าว จึงเป็นความปกติอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ประกาศตัวเป็นประชาธิปไตย
ประเด็นสำคัญขณะนี้คือเมื่อโรคระบาดขยายวงกว้าง ผลกระทบจากโรคระบาดก็ขยายวงกว้างเช่นกัน
นั่นหมายถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขให้เร็วจะเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่ประเด็นสาธารณสุข เศรษฐกิจ ความมั่นคง โทรคมนาคม ทรัพยากรบุคคล ฯลฯ
ขณะที่สถานการณ์ของระบบสาธารณสุขแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด มีความแตกต่างกัน ต้องอาศัยการประมวล และประเมินข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาแต่ละพื้นที่ให้ตรงจุด
จึงเป็นที่มาของเสียงที่ตั้งคำถามและวิจารณ์ว่า การรวบอำนาจไว้จะเกิดผลดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าการกระจายอำนาจจริงหรือ
เหตุผลที่อ้างถึงการรวบอำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 31 ฉบับ
แม้การรวมอำนาจจะทำให้เข้าใจได้ว่า ง่ายต่อการสั่งการ ไม่สับสนหรือซับซ้อน
แต่ความเสี่ยงจากการรวบอำนาจคือความรับผิดชอบใหญ่หลวงที่ต้องครอบคลุมทุกมิติ มีวิสัยทัศน์ สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความศรัทธาจากประชาชน
จะปฏิเสธความรับผิดชอบหรือแม้แต่เสียงนินทาย่อมไม่ได้