รายงาน : ส่องกระแสจี้‘ยุบสภา–ลาออก’
ท่ามกลางสถานการณ์โควิดที่ยังอีนุงตุงนังกระทบถึงปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจทั้งระบบ
ในด้านการเมืองรัฐบาลยังเดินหน้าเล่นงานคนเห็นต่าง ขณะเดียวกันก็ชิงความได้เปรียบแก่งแย่งผลงานกันเอง
จนเกิดกระแสกดดันให้รัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุบสภาลาออก
เสียงเรียกร้องดังกล่าวจะเป็นจริงได้หรือไม่ และใช่ทางออกหรือเปล่า
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
เสียงเรียกร้องเกิดจากความอึดอัดที่รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ทั้งโควิดที่เกิดขึ้นจากคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรงและโดยอ้อม ขณะที่การลุกลามของปัญหาเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการและไม่มีสัญญาณจะเซ็ตระบบในการแก้ไขปัญหาที่ดีได้
เช่น ที่มีคนรอรักษาจนเสียชีวิตคาบ้านมันสะเทือนใจและทำให้คนไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความไม่พอใจผลงานทั้งหมดของรัฐบาล
ยังมีปัจจัยที่เกิดจากเรื่องสะสมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง พอเกิดเรื่องโควิดทำให้กลุ่มบุคคลที่ไม่อยากพูดเรื่องการเมืองแต่รู้สึกว่ารัฐบาลล้มเหลวไม่พอใจรัฐบาลด้วย ซึ่งรัฐบาลประเมินความรู้สึกของประชาชนผิดไป พอประเมินผิด ความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
เรื่องเศรษฐกิจอาจเป็นเรื่องที่คนรวยไม่เดือดร้อน เรื่องการเมือง คนที่ชอบ–ไม่ชอบประชาธิปไตยอาจรู้สึกไม่เดือดร้อน แต่เรื่องที่กระทบชีวิตผู้คนเป็นเรื่องสาธารณะเหมือนเป็นจุดสิ้นสุดความอดทน
และเป็นฉันทานุมัติว่าไม่ว่าคุณจะชอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย เป็นคนจนหรือคนรวย แต่รัฐบาลกลายเป็นคนสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนจากกระบวนการจัดการแก้ปัญหาโควิดที่ล้มเหลว
พอมีโควิด อาจจะทำให้กลุ่มที่ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง ไม่อยากวิจารณ์กับรัฐบาลเพราะกลัวถูกมองว่าเป็นเด็กธนาธร ต้องแสดงตัวออกมา
การยุบสภาหรือลาออกไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา แต่เป็นการยุติปัญหาตอนนี้ไม่ให้ลุกลาม รัฐบาลเป็นเหมือนกับมะเร็งของประเทศ ถ้าไม่หยุดจะลามไปเรื่องอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจห่วย การเมืองห่วย แก้โควิดห่วย ก็จะทำให้ทุกอย่างพันกันและแย่ไปหมด
การเอารัฐบาลออกไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ถ้ายังมีรัฐบาลเป็นแบบนี้เราแก้ปัญหาเรื่องอื่นไม่ได้ตอนนี้รัฐบาลคือตัวล็อกกระบวนการแก้ปัญหาที่จำเป็นของประเทศไว้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและโควิดและความผิดพลาดทุกอย่าง
คือไปรวมศูนย์การบริหารงานแบบอำนาจนิยม ซึ่งอยู่ภายใต้ผู้นำที่ไม่เก่ง เลยกลายเป็นชนวนของทุกปัญหา จริงๆ ถ้าเป็นผู้นำที่มีความสามารถแล้วรวมศูนย์จะไม่เกิดปัญหา แต่ถ้ารวมศูนย์แล้วผู้นำยิ่งไม่มีความสามารถทุกอย่างในประเทศก็จะพัง
เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจะเป็นหนทางที่เหมาะสมและน่าจะเป็นไปได้ที่สุด
เพราะการยุบสภาจะมีแรงต้านของ ส.ส. เพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้ทำผิดอะไร ซึ่งก็ถูกของเขา และการยุบสภาก็จะมีข้ออ้างจากฝั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าแล้วจะเลือกตั้งอย่างไรเพราะโควิดยังระบาดดังนั้นเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้
แต่การลาออกเป็นเรื่องของความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อประเทศนี้ ซึ่งในที่สุดเป็นสิ่งที่ต้องแสดงออกมาด้วยตัวเอง ไม่สามารถผลักภาระไปให้คนอื่นได้ การลาออกถือว่าเป็นธรรม เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นคนสร้างปัญหาและจะเปิดโอกาสให้มีการปรับอะไรง่าย
แต่ไม่มีทางที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลาออกด้วยตัวเอง ฉะนั้นประชาชนต้องกดดันให้ลาออกเราปล่อยให้ประเทศอยู่ภายใต้ผู้นำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ พลังของมวลชนไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมารวมตัวเท่านั้น
ความไม่พอใจของมวลชนเป็นเรื่องที่รอเช็กบิลและครั้งนี้ก็จะเกิดปรากฏการณ์รอเช็กบิลในเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองเปิด
ยุทธพร อิสรชัย
รัฐศาสตร์ มสธ.
กระแสจี้ให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาในช่วงนี้ เชื่อว่าสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนสาเหตุรองลงมาคงเป็นเรื่องกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง โดยเฉพาะความขัดแย้งล่าสุดกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ข้อเสนอให้ตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหานั้น แนวคิดดังกล่าวก็จะคล้ายๆ แนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเหมือนที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตทางสังคมการเมืองเราก็จะพูดถึงเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศเราไม่เคยมีรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นเลย
แต่ก็จะมีคำถามว่ารัฐบาลแห่งชาติจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะไม่ว่าจะรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลชั่วคราวตามข้อเสนอของบางคน ก็ล้วนต้องใช้คนจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ภาคประชาสังคม จึงเป็นคำถามที่ว่าแนวคิดเช่นนี้จะทำให้เกิดความเป็นเอกภาพได้จริงหรือไม่
เพราะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลผสมเรายังเห็นความลุ่มๆ ดอนๆ ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด นับตั้งแต่การตั้งรัฐบาลมา ปัญหาทั้งเรื่องเสียงปริ่มน้ำ ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ และปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
ล้วนแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของการร่วมกลุ่มทางการเมืองนั้น มันไม่ง่ายที่จะทำให้ความคิดของคนต่างๆ เป็นเอกภาพได้
การยุบสภาไม่น่าเป็นทางออกของปัญหาได้ในภาวะเช่นนี้เพราะการยุบสภาแม้มีหลายประเทศเขาทำกัน เช่น กรณีของประเทศอังกฤษยุบสภาเพื่อให้เกิดความชอบธรรม
ทั้งนี้ทั้งนั้นการยุบสภาในสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยนั้น อาจจะเป็นคนละแบบกับอังกฤษก็เป็นได้ โดยถ้าเป็นการยุบสภาของไทยอาจทำให้เหมือนไร้ทิศทางในการแก้ปัญหา
การลาออกน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ก็ต้องมองด้วยว่าการจะลาออกแล้วก็ต้องมีบุคลากรที่พร้อมในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างแท้จริง
ซึ่งก็อาจเกิดเกมการเมืองในสภาขึ้นมาได้อีก พร้อมมีโจทย์ใหญ่ในหลายเรื่องที่รออยู่ ก็เป็นไปได้ นั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นเลย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดการลาออกหรือยุบสภาในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถ้าหมดสถานการณ์โควิดไปแล้วในระดับหนึ่ง โอกาสที่จะเห็นการยุบสภาหรือลาออกนั้นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพียงแต่ ณ ตอนนี้ยังไม่ใช่
ส่วนแนวทางที่พอจะเป็นทางออกจากวิกฤต หากมองในมุมสถานการณ์โควิด คือ การบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ แต่ไม่ใช่รวมอำนาจแบบที่นายกฯทำ คือดึงอำนาจตามพ.ร.บ. 31 ฉบับ ให้ไปอยู่กับตัวเอง ซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นเลยที่ต้องทำเช่นนั้น
วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือกระจายอำนาจ แต่ต้องมีเรื่องของกรอบนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่กระจายเพื่อให้แต่ละที่ทำงานกันอย่างสะเปะสะปะเหมือนกรณีช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา บางแห่งบางจังหวัดประกาศให้กักตัวและล็อกดาวน์ แต่บางจังหวัดไม่ได้ทำ เลยดูสะเปะสะปะกันไปหมด
ดังนั้น เรื่องนี้ต้องมีกรอบงานใหญ่ในทิศทางนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล เพื่อให้แต่ละจังหวัดที่ได้รับการกระจาย อำนาจไปแล้วไปบริหารจัดการได้ดี
แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องวัคซีนเพราะเป็นโจทย์ใหญ่ของเรื่องนี้ ถ้าวัคซีนยังไม่มาหรือยังไม่ทำให้เกิดการเข้าถึงได้หรือยังไม่สามารถสร้างความเสมอภาคทางสาธารณสุขได้นั้น ก็จะมีระลอกใหม่มาอีก เรื่องก็จะวนมาอีก ส่งผลกระทบไปยังการเมืองสังคม
วันนี้เราแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เราไปห่วงแต่เรื่องการรวมอำนาจการเมืองเท่านั้น เลยแก้ปัญหาไม่ได้ไม่ตรงจุดสักที
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
และ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์
กระแสจี้รัฐบาลให้ยุบสภา และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหมลาออกหนาหูขึ้นมากในช่วงนี้นั้นเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองที่ฝ่ายค้านหรือคนเห็นต่างจะเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและมีการพูดถึงการยุบสภา
ส่วนปัจจัยขอเรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออกก็ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอะไรเป็นพิเศษเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองเมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาไม่สามารถแก้ปัญหาได้เข้าตาประชาชนก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก
แต่รัฐบาลเองก็มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำมาได้ผลดีสามารถแก้ไขปัญหาได้รัฐบาลเชื่อไปอีกแบบขณะที่ประชาชนก็เชื่ออีกแบบ
อีกทั้งกระแสเรียกร้องต่างๆ ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่เพราะสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 ที่มีความรุนแรงที่ทำให้เสียงเรียกร้องเพิ่มขึ้นการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกนั้นมีอยู่ตลอดเวลา
กลับกันสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เสียงเรียกร้องมีจำนวนน้อยด้วยซ้ำ เพราะหากไม่มีสถานการณ์เช่นนี้แล้ว เสียงเรียกร้องอาจมากกว่านี้อีก
ที่เห็นว่าประชาชนลุกฮือขึ้นมา เนื่องจากประชาชนไม่พอใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะโควิด-19 กระทบกับหลายๆเรื่องเช่นเรื่องเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ดีเหมือนอย่างที่เชื่อมั่น
รัฐบาลเองก็มีกองเชียร์อยู่ด้วย แต่การแก้ปัญหา โควิด-19 ของรัฐบาลทำให้กองเชียร์หายไป และที่โผล่หน้าขึ้นมาใหม่ก็มีเช่นกัน
แต่การยุบสภาหรือการลาออกของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เพราะโครงสร้างทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังคงเป็นแบบเดิม แม้กระทั่งการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบก็ยังคงเหมือนเดิม
หากยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ก็เชื่อว่า ส.ว. 250 คนก็ยังเป็นคนกำหนดว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาหรือการลาออกก็ไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่แท้จริง เพราะถึงอย่างไรต่อให้เลือกตั้งใหม่ก็ยังคงเป็นพวกเดิมอยู่ดี
และเนื่องจากตนไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าควรจะยุบสภาหรือลาออก แต่สิ่งที่ตนอยากเห็นคือ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก่อนแล้วเรื่องยุบสภาหรือลาออกค่อยว่ากันต่อไป
เพราะต่อให้เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่าง 2 ทางนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหากรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกแก้หากรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนจะได้เลือกคนหรือกลุ่มที่ตัวเองเชื่อมั่นถ้ารัฐธรรมนูญถูกแก้แล้วไม่ว่าจะยุบสภาหรือลาออก ก็ได้ทั้งนั้น
ขอย้ำว่าควรจะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้เสียก่อน เพราะต่อให้ยุบสภาหรือลาออกไปก็ไม่มีประโยชน์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้