ถ้า5แสนล้านไม่ผ่าน – ประเด็นการเมืองที่ผุดขึ้นมาระหว่างร่างหากพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาทจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่าหากไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ จะมีการยุบสภาตามมาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
พรรคฝ่ายค้านบางพรรคแถลงท่าทีชัดเจนว่า มีมติไม่รับร่างพ.ร.ก.ฉบับนี้ พร้อมให้เหตุผลว่าไม่ใช่ต่อต้านการกู้เงินเพิ่ม แต่ไม่ไว้วางใจการบริหารเงินของรัฐบาล
อีกทั้งยังเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย หากกฎหมายไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา
หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือนายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่น ให้พรรคร่วมรัฐบาล
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ไม่กังวลเช่นกัน ทั้งยังพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 350 เขต
คําถามขณะนี้จึงย้อนไปสู่ประเด็นที่ว่า เหตุใดร่างพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านจึงสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนฯ
ประชาชนสะท้อนเสียงมายังผู้แทนของตนว่าอย่างไร หลังจากกระทรวงการคลังนำเสนอถึงความจำเป็นสำหรับใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม
ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินจำนวนนี้ หรือประชาชนไม่เชื่อมั่นในการบริหารของรัฐบาล
การประชุมที่คาดว่าจะมีขึ้นหลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับฟังและวิเคราะห์เสียงของประชาชนที่สะท้อนผ่าน ผู้แทนอย่างตั้งใจ
เพราะหากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นมากกว่าจำนวนเงินที่ใช้ ผู้นำรัฐบาลจะได้ตัดสินใจถูก
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อนการพิจารณาร่างพ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทขณะนี้มีประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความวิตกว่ารัฐจะกู้เงินมาใช้หนี้สาธารณะเกินเพดาน การใช้เงินไม่คุ้มค่าหรือใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ไปจนถึงไม่มีแรงพอที่จะฟื้นหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
ความคาดหวังของประชาชนต่อฝ่ายค้านคือ การชำแหละหรือตรวจสอบเงินกู้นี้อย่างละเอียด
ส่วนรัฐบาลควรเตรียมพร้อมคือการแจกแจงรายละเอียดที่ลดความวิตกกังวลเหล่านี้
มากกว่าการยกเรื่องยุบสภาให้ถูกตีความได้ว่าใช้ข่มพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง