บทบรรณาธิการ – ชัยชนะของส.ว.
การดำรงอยู่ของสมาชิกวุฒิสภา และกลไกการใช้อำนาจของส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งชุดปัจจุบัน สำแดงเดชให้ประชาชนเห็นอีกครั้งว่า พัฒนาการประชาธิปไตยมีปัญหาอุปสรรค และจะเจออุปสรรคขวากหนามอีกมาก
ผลการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับของสองสภา มีเงื่อนไขกำหนดว่า ส.ว.ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 84 เสียง
เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 13 ร่าง ไม่ผ่านความเห็นชอบเกือบทั้งหมด
มีเพียงร่างที่ 13 นำเสนอโดยพรรคประชา ธิปัตย์เท่านั้นที่ผ่าน และทำให้เกิดกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีสัดส่วน ส.ส. 30 คน และ ส.ว. 15 คน
เป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่จนแทบเรียกได้ว่า ไม่มีทางเลือกอื่น
ผลมติดังกล่าวทำให้ส.ส.พรรคฝ่ายค้านมีแต่ความผิดหวัง เพราะเห็นว่าร่างแก้ไขนำเสนอประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับมากมาย
ไม่ว่า สิทธิเสรีภาพประชาชน ระบบประกันสุขภาพ สาธารณสุข ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจ รายได้พื้นฐาน กลับถูกตีตกไปหมด
อย่างไรก็ตาม ความผิดหวังของพรรคฝ่ายค้านเป็นเรื่องที่คาดเดาและคาดการณ์ได้ไม่ยาก เนื่องจากผิดหวังมาแล้วหลายครั้ง
ยิ่งเมื่อมีเสียงส.ว.เข้ามาตัดสิน ยิ่งเป็นไป ไม่ได้ที่จะสมหวัง
แต่ที่ผิดแปลกออกไปจากภาวการณ์ปกติ คือร่างของพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลไม่ผ่านความเห็นชอบด้วย และมีความขัดแย้งที่ชัดเจนตั้งแต่ช่วงอภิปราย
ก่อนหน้าการลงมติ ส.ว. หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับร่างของพรรค แกนนำรัฐบาล เพราะระบุถึงการแก้ไขมาตรา 144 และ 185 ว่าด้วยงบประมาณ และการทำหน้าที่ของนักการเมืองต่อข้าราชการ
กระทั่งเมื่อลงมติแล้ว พปชร. จึงถูกจับจ้องให้ตอบคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับส.ว.
แม้สมาชิกแกนนำของพปชร. แสดงท่าทีว่า ไม่ต้องการรื้อฟื้น และเลือกที่จะเดินหน้าสมานฉันท์ ไม่ให้บาดหมางไปมากกว่าเดิม
แต่บทสรุปของความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ชี้ชัดว่า แม้แต่ผู้แทนประชาชนที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่อาจจัดการใดๆ กับ อำนาจของส.ว.ได้