คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
สอบคณาจารย์
ประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งหนังสือถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย นอกจากเสนอความเห็นต่อกิจการ และระเบียบของมหาวิทยาลัยแล้ว
ยังเรียกร้องให้เปิดการสอบสวนความเกี่ยวข้องของคณาจารย์และบุคลากร ที่มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปี 2556-2557 หรือรู้จักกันในชื่อม็อบกปปส. หรือม็อบนกหวีด
เนื่องจากเป็นการชุมนุมนำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพต่อความเห็นต่างของประชาชนส่วนมากในประเทศ โดยให้มหาวิทยาลัยกล่อมเกลาให้คณาจารย์และบุคลากรเหล่านั้น อยู่ในครรลองของหลักความรู้คู่คุณธรรม
เป็นความต่อเนื่องจากกรณีมหาวิทยาลัย เตรียมสอบวินัยนิสิต ที่แถลงการณ์ยกเลิกแบกเสลี่ยงพระเกี้ยว
การชุมนุมขับไล่รัฐบาลประชาธิปไตยเมื่อ 7-8 ปีก่อน นอกจากเครือข่ายอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ยังรวมถึงบุคคลมีชื่อเสียง ศิลปิน ดารา นักร้อง แพทย์พยาบาล กลุ่มคณาจารย์ และ นักวิชาการมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งไปร่วมด้วย
แม้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเลือกทางออก และทางลงตามวิถีในกรอบประชาธิปไตย ด้วยการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งตัดสินกันใหม่
แต่แกนนำขับไล่และเครือข่ายในวันนั้นกลับไม่ยุติ ยกข้ออ้างปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นำมวลชนปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง สกัดขัดขวางประชาชนเข้าคูหาลงคะแนน กระทั่งนำไปสู่การยึดอำนาจของกองทัพ
เป็นที่ประจักษ์ชัดในเวลาต่อมา ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็นเกมอำนาจ สมคบคิด จงใจทำให้บ้านเมืองสู่ทางตัน เพื่อปูทางรัฐประหาร
การล้มรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งมีกลุ่มคณาจารย์ไม่น้อยไปร่วมขบวนการด้วย เป็นการริบอำนาจทางการเมืองในมือประชาชนไปให้เครือข่ายอำนาจกลุ่มหนึ่ง
ก่อผลกระทบวงกว้าง สร้างความเสียหายทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองขนานใหญ่ และยังเป็นพิษตกค้างอยู่ในปัจจุบัน ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
มีองค์กรอิสระไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้ามา ได้คณะกรรมการและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของคนส่วนใหญ่ ได้ 250 ส.ว. มีสิทธิกำหนดตัวนายกฯ มากกว่าเสียงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น
กรณีข้อเรียกร้องสภานิสิตจุฬาฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายในสถาบันการศึกษา แต่สังคมโดยรวมต่างเรียกร้องให้ตรวจสอบด้วยเช่นกัน