คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ค่าครองชีพพุ่ง
คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบ 574.11 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายป้องกันโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ที่ระบาดหนักมาเกือบตลอดปี 2564 โดยจะจ่ายชดเชยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 56 จังหวัด จำนวน 4,941 ราย
หลังจากได้รับผลกระทบจากการป้องกันโรค อหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือเอเอสเอฟ จำนวนกว่าแสนตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ราคาเนื้อหมูแพงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ สร้างความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์แถลงพบเชื้อเอเอสเอฟในสุกรที่โรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ต้องประกาศเป็นเขตโรคระบาด และควบคุมการเคลื่อนย้าย
ท่ามกลางข้อสงสัยก่อนหน้านี้ รัฐบาลปกปิดข้อมูลหรือไม่
ขณะที่ปัญหาไข่ไก่ แหล่งโปรตีนราคาถูกที่สุดสำหรับผู้บริโภคระดับล่าง ประกาศขึ้นราคาไปแล้วอีกฟองละ 20 สตางค์ หรืออีกแผงละ 6 บาท ท่ามกลางเสียงโอดครวญไปทั่วเช่นกัน
ด้านกลุ่มผู้ค้าไข่ชี้แจงถึงสาเหตุขึ้นราคา เนื่องจากต้นทุนอาหารเลี้ยงไก่ไข่สูงขึ้น อีกทั้งไม่สามารถนำเข้าแม่ไก่ได้ เพราะสถานการณ์โควิด จึงผลิตไก่สาวสำหรับเป็นแม่พันธุ์ไม่ทัน
ต่อมากระทรวงพาณิชย์หารือกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ โดยขอให้ตรึงราคาในปัจจุบันต่อเนื่องไป 6 เดือน ตั้งแต่กลางเดือนม.ค.-มิ.ย. รวมถึงจะดำเนินคดีผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน
แต่มาตรการทั้งหมดยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
จากปัญหาราคาหมู ไก่ ไข่ รวมไปถึงอาหารทะเลด้วยที่ปรับสูงขึ้น ทำให้ร้านอาหารต่างๆ แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ต้องปรับราคาขึ้นตาม ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยปริยาย ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่ค่าแรงรายได้ยังคงเดิม
แต่ที่น่าห่วงอย่างยิ่ง คือกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ดังเดิม เพราะมาตรการควบคุมโควิด โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานกลางคืน นอกจากไม่มีรายได้แล้ว ยังถูกค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายประจำวันกระหน่ำซ้ำเติมอีก
ในลำดับต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ คือเรื่องพลังงาน ทั้งแก๊สหุงต้ม และค่าไฟฟ้า ที่รัฐบาลระบุก่อนหน้านี้ไม่สามารถตรึงไว้ได้อีกแล้ว จะส่งผลต่อค่าครองชีพขยับขึ้นไปอีก
ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความไม่เชื่อมั่น และไม่เห็นแผนรับมือของรัฐบาล