คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
หลังเลือกตั้งซ่อม
เลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 ชุมพร เขต 6 สงขลา วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ผลปรากฏผู้สมัครประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะไปทั้ง 2 เขตใน 2 จังหวัด ด้วยคะแนน ทิ้งห่างคู่ต่อสู้จากพลังประชารัฐ ที่ได้อันดับ 2 ทั้ง 2 เขตชนิดขาดลอย โดยมีผู้สมัครจาก พรรคก้าวไกล และพรรคกล้า ตามมาในระดับหลักพันคะแนน
เขต 1 ชุมพร นายอิสรพงษ์ มากอำไพ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 48,981 คะแนน นายชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ 32,229 คะแนน ส่วนเขต 6 สงขลา นางสาวสุภาพร กำเนิดผล พรรคประชาธิปัตย์ 45,576 คะแนน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ จากพลังประชารัฐ 40,531 คะแนน
พรรคประชาธิปัตย์ป้องกันแชมป์ไว้ได้
สําหรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ การที่ประชาธิปัตย์ต้องเสียส.ส.ไป 2 ที่นั่ง เป็นผลจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ 5 แกนนำ กปปส. ซึ่งรวมถึง 2 ส.ส.เขต นายชุมพล จุลใส และนายถาวร เสนเนียม ต้องสิ้นสภาพ หลังต้องคำพิพากษาจำคุกและถูกคุมขังโดยหมายศาลคดีกบฏ
ผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมล่าสุด ผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ไม่เพียงได้คะแนนอันดับ 1 ยังเป็นคะแนนมากกว่าที่นายชุมพล จุลใส และ นายถาวร เสนเนียม เคยได้ในการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.62
แต่นั่นไม่ได้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะเลือกตั้งมี.ค.62 มีพรรคส่งผู้สมัครลงแข่งถึง 28 พรรคในเขต 1 ชุมพร และ 33 พรรคในเขต 6 สงขลา ขณะที่เลือกตั้ง 16 ม.ค.65 มีเพียง 5 พรรค
จำนวนคะแนนจึงบอกไม่ได้ชัดเจนว่าประชาธิปัตย์กำลังขาขึ้น จริงหรือไม่
สิ่งสำคัญอีกอย่างสำหรับการเลือกตั้งซ่อม ที่เพิ่งสิ้นสุดลงคือ การถูกกำหนดให้เป็น ภาพต่อสู้ระหว่างสองพรรครัฐบาล พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ ทำให้หลายคนจับตาว่าจะมี ผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่
ตั้งแต่ต้นก็มีการทวงถามถึงมารยาทที่พรรคฝ่ายเดียวกันจะไม่ส่งคนลงแข่งกันเอง
จากนั้นระหว่างหาเสียงทั้งสองพรรคต่างขุดประเด็นความล้มเหลวในการบริหารงานกระทรวง ขึ้นมาโจมตีกันรุนแรงทั้งเรื่องหมูแพง น้ำมันแพง มีการกล่าวให้ร้ายคู่แข่งว่าใช้อำนาจรัฐและอำนาจเงินแทรกแซงเลือกตั้ง
ตรงนี้เองที่หลายคนเป็นห่วง ถึงการเลือกตั้งซ่อมจะจบลงแล้ว แต่ความขัดแย้งร้าวลึกระหว่าง 2 พรรครัฐบาลยังคงอยู่
เพียงแต่รอว่าจะปะทุ แตกหักและ แยกย้าย เมื่อไหร่เท่านั้น