นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรค เพื่อไทย พรรคฝ่ายค้าน ผู้ตรวจสอบ ติดตาม และสอดส่องโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน มาอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยข้อมูลความผิดปกติของโครงการอีกครั้ง
โดยระบุว่าในปี 2566 เรือดำน้ำลำแรกที่จีนจะส่งมอบให้ไทย ปรากฏว่าเรือไม่มีเครื่องยนต์ เพราะจีนผลิตเครื่องยนต์ไม่ได้ ต้องซื้อจากเยอรมนี แต่ปรากฏว่าเยอรมนีไม่ขายให้ และมีการเจรจาขอเปลี่ยนเอาเครื่องยนต์ของจีนมาใส่แทน
ดังนั้น จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม และ พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผบ.ทร. เพื่อเรียกร้องว่าห้ามเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ของจีน
เนื่องจากเครื่องยนต์เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเรือ อยู่ใต้น้ำ หากเครื่องขัดข้อง จะเกิดอันตรายต่อกำลังพลในเรือ
ต่อมากองทัพเรือแถลงชี้แจงยอมรับเป็นเรื่องจริง เนื่องจากเยอรมนีมีนโยบายระงับการส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลของเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ดังนั้น การส่งออกต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเยอรมนี
จากเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาที่จีนต้องดำเนินการแก้ไข เนื่องจากกองทัพเรือได้ยืนยันความต้องการเครื่องยนต์ดีเซลสำหรับเรือดำน้ำจากเยอรมนี ตามข้อตกลงไปแล้ว
จึงเป็นสิ่งที่จีนต้องทำตามข้อตกลง โดยในขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันระหว่างกองทัพเรือ กับบริษัทตัวแทนรัฐบาลจีน ในการหาทางออกแก้ไขปัญหาร่วมกัน
โดยกองทัพเรือยืนยันจะคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ และต้องตระหนักว่าสายตาประชาชนก็จับจ้องอยู่ด้วย
สําหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน 3 ลำ เฉลี่ยลำละ กว่า 1 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับส่วนอื่นๆ อีก รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เป็นโครงการจัดซื้ออาวุธมูลค่ามหาศาลของ กองทัพ ที่มีข้อถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงความจำเป็นและเหมาะสม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในท่ามกลางโรคระบาด และปัญหาเศรษกิจ ปากท้องของผู้คนในประเทศ
การชี้แจงล่าสุดของกองทัพเรื่องเครื่องยนต์ เรือดำน้ำ แม้เป็นปัญหาของทางการจีนที่ต้องจัดการแก้ไข โดยต้องให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ แต่ก็ยิ่งเกิดคำถามถึงความไม่ปกติของโครงการ
ที่ผ่านมาได้ศึกษากันละเอียดถี่ถ้วน รอบคอบดีพอหรือไม่ต่อโครงการนี้ แล้วเมื่อผิดพลาดแล้ว จะรับผิดชอบกันอย่างไรกับเงินภาษีของประชาชน