องค์การสหประชาชาติ กำหนดวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล เพื่อให้ทุกชาติเห็นความสำคัญและตระหนักถึงบทบาทของสตรีเพศในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไปด้วยกัน ถือเป็นวันรำลึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้หญิง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและโอกาสที่พึงมีอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย
จุดกำเนิดของวันสำคัญนี้ เกิดขึ้นในปี 1908 ที่นิวยอร์ก สหรัฐ มีการเคลื่อนไหวของผู้หญิงกว่า 15,000 คน เดินขบวนเรียกร้องชั่วโมงการทำงานที่สั้นลง ค่าจ้างที่ดีขึ้น และสิทธิในการลงคะแนนเสียง
จากนั้นก็ขยายตัวแผ่ไปอย่างกว้างขวางในยุโรป อีกทั้งมีส่วนสำคัญของการปฏิวัติในประเทศรัสเซียด้วย
สําหรับประเทศไทย ได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติตามพันธสัญญาต่อเวทีโลกที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับบทบาทและสถานภาพสตรีเช่นกัน โดยดำเนินการทั้งในแง่กฎหมาย นโยบาย มาตรการความรุนแรง และยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง กำหนดผู้ใช้แรงงานหญิงต้องได้รับการดูแลในด้านสวัสดิการ สุขภาพ ความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งต้องได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติและเท่าเทียม
แต่ในความเป็นจริง สถานะผู้หญิงไทยได้รับถือว่ายังห่างไกลกับความเป็นไปของทั่วโลก เมื่อเทียบกับสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่พึงมีพึงได้
ในช่วงหลังสังคมไทยเปิดโอกาสให้สตรีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งทางการเมือง การปกครอง การศึกษา กระบวนการยุติธรรม รวมถึงการบริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน
ด้านการบริหารนั้นประเทศไทยเคยมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นสุภาพสตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ด้านตุลาการก็มีสุภาพสตรีอย่างน้อยสองท่านที่ได้ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา
ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายให้โอกาส ดูแล และให้ความคุ้มครองน้อยอย่างยิ่งกับเยาวชนสตรีและสุภาพสตรีที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง
วันสตรีสากลปีนี้ จึงสมควรที่ทุกฝ่ายจะได้ตรวจสอบว่าได้ให้ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมทางเพศ และปฏิบัติอย่างเหมาะสมและให้เกียรติกับสุภาพสตรีเหล่านี้อย่างเพียงพอหรือไม่