ผลจากสงครามและความตึงเครียด หลังรัสเซียบุกยูเครนจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มจะ สิ้นสุดเมื่อไหร่ ทั้งยังลุกลามก่อผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงมากเป็นประวัติการณ์
กรณีประเทศไทยก็ประสบปัญหาหนักอึ้ง นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหารือรับมือปัญหาพลังงานอยู่หลายครั้ง พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน
ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้รถส่วนตัว หันมาใช้ รถโดยสารสาธารณะแทน ล้างเครื่องปรับอากาศที่บ้าน เปิด-ปิดไฟฟ้าให้เป็นเวลา หรือเวิร์กฟรอมโฮม เป็นต้น เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย
ซึ่งนายกฯ ย้ำว่าขอแค่นั้น ส่วนที่เหลือ เป็นหน้าที่รัฐบาลจะหามาตรการมาดูแล แม้ งบประมาณมีอยู่จำกัด
สําหรับสถานการณ์น้ำมันโลกปัจจุบันราคาเกิน 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มขึ้นอีก ขณะที่น้ำมันในไทย ขณะนี้เบนซินทะลุเกิน 45 บาทต่อลิตร
โดยลำดับต่อไปคือแก๊สหุงต้ม จะกระทบต่อภาคครัวเรือนและร้านอาหาร ส่วนดีเซลนั้นรัฐบาลยังคงตรึงไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ท่ามกลางเงินกองทุนน้ำมันร่อยหรอลงทุกวัน
นอกจากน้ำมันแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายประเภทต่างขึ้นราคา ดังที่ก่อนหน้านี้จากราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ กระทั่งล่าสุดมะนาวแพง ตลอดจนผักอีกหลายชนิดราคาสูงขึ้นพรวดพราด
ส่งผลค่าเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 13 ปี ยิ่งตอกย้ำรายได้ประชาชนเท่าเดิม สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ด้วยค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายต่อวันสูงขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะไม่ขอความร่วมมือประชาชนให้ประหยัด แต่ด้วยความจำเป็น และข้อจำกัดเรื่องรายได้ ย่อมส่งผลโดยปริยายต่อการ จับจ่ายใช้สอยที่ต้องน้อยอยู่แล้ว
โดยปัญหาเศรษฐกิจเป็นมายาวนานตั้งแต่หลังรัฐประหาร ต่อเนื่องถึงการแพร่ระบาดของโควิด ตามด้วยสงคราม จนเป็นคำถามถึงความเชื่อมั่นการบริหารจัดการ และวิสัยทัศน์ของรัฐบาลดังที่ทราบกันดี
ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์และตลาดโลก ส่งผลต่อราคาพลังงาน อาหารสัตว์สูงขึ้น หรือปัญหาโรคระบาด รวมถึงสภาพดินฟ้าอากาศภายในประเทศเองด้วย ส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตรราคาแพง
แต่อีกส่วนหนึ่งคือความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์ การบริหารจัดการของรัฐบาลด้วยเช่นกัน จะบรรเทาความเดือดร้อน ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างไร