ขณะที่มีภาพแห่งการเคลื่อนไหวในการเปิด”โต๊ะอาหาร”อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านป่ารอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นที่สโมสรราชพฤกษ์ ในอีก ด้านการเคลื่อนไหวผ่านพรรคสำรองก็ค่อยๆเงียบลง
เป็นความเงียบที่เหมือนกับความเงียบในการส่งคนเข้าไปยึดกุมแต่ละตำแหน่งภายในพรรคพลังประชารัฐ
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของพรรครวมไทยสร้างชาติก็กบดานนิ่งสนิทไปตามอาการป่วยของแกนนำ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ พรรคไทยสร้างไทยก็ดำมิดไม่ยอมโผล่
ชื่อของ “ปลัดฉิ่ง”ที่เคยได้รับการเอ่ยถึงในห้วงนับจากเดือนกันยายนก็จมหายไปกับการเกษียณราชการ แม้กระทั่งชื่อ”ต.เต่า” ที่คาดหมายว่าจะเข้ากุมการนำในพรรคสำรองก็ไม่มีการขยับ
ที่มีการออกโรงอย่างแข็งขันของทายาท”บ้านซอยราชครู” 2 พ่อลูกก็ต้องค้างเติ่งเหมือนที่เคยค้างเติ่งมาแล้ว
นั่นไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่าขบวนทัพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังวางเป้าหมายหลักอยู่กับพันธมิตรเดิมอันก่อรูปมาตั้ง แต่เดือนมิถุนายน 2562
ความหมายจึงอยู่ที่การเดินเกมผ่านพรรคพลังประชารัฐโดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขณะเดียวกัน ก็เสริมความแข็งแกร่งผ่านด้าน พรรคเศรษฐกิจไทย
พร้อมกับยึดโยงอยู่กับพันธมิตรอย่าง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่แปรเปลี่ยน
บำเหน็จที่มอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มอบให้กับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ที่มอบให้กับ นายวราวุธ ศิลปะอาชา เป็นความพอใจอย่างยิ่งยวด
พลันที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พลิกฟื้นสปิริตของพรรคเล็กเช่น เดียวกับที่เคยเคลื่อนไหวก่อนขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใน
เดือนมิถุนายน 2562 ทุก็อย่างก็เรียบร้อยโรงเรียนนายร้อย
มีความขุ่นข้องหมองหมางระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดขึ้นและดำรงอยู่จริง แต่ทุกอย่างอยู่ภาย ใต้การกำกับของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เป้าหมายใหญ่ยังสนองอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยากเป็นอย่างยิ่งที่คนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะแตกแยกออกไปจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้
นี้ต่างหากคือหลักประกันว่าจะอยู่จนถึงเดือนมีนาคม 2566