ตลอด 8 ปีหลังการรัฐประหารของ คสช. ประชาชนไทยต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ต่อเนื่อง
นอกจากต้องเผชิญกับวิกฤตโควิดกลายพันธุ์ยาวนานกว่า 2 ปี ธุรกิจล้มตายระเนระนาด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
ล่าสุดยังได้รับแรงกระแทกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมัน แก๊ส ปุ๋ยและวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
จากวิกฤตซ้อนวิกฤตดังกล่าวทำให้ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิดมีแนวโน้มแพงขึ้นต่อเนื่อง
อย่างน้อยจนถึงกลางปี หรืออาจยาวไปถึงปลายปี ขึ้นอยู่กับสงครามสิ้นสุดลงเมื่อใด
การที่สินค้าปรับราคาเพิ่มต่อเนื่อง อย่างที่รู้กันว่าสาเหตุหลักมาจากการปรับเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นทั้งต้นทุนการผลิตและต้นทุนค่าขนส่งสินค้า
นอกจากนี้การที่น้ำมันแพงยังส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงผ่านอัตราค่าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า เป็นต้น
ในขณะที่การทำมาหากินสร้างรายได้เลี้ยงปากท้องตนเองและครอบครัวของประชาชนธรรมดาทั่วไป ยังไม่สามารถกลับไปเป็นปกติได้เนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้คนไม่กล้า เดินทาง
ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ รัฐบาลควรเร่งหาแนวทางลดภาระค่าครองชีพ ช่วยเหลือประชาชนครอบคลุมทุกด้านอย่างเร่งด่วน
นอกจากการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร การเริ่มพูดถึงโครงการคนละครึ่งเฟส 5 การควบคุมราคาสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพไม่ให้สูงเกินไป
การช่วยแบ่งเบาภาระการเดินทางด้วยรถขนส่งมวลชนสาธารณะก็ยังถือว่ามีความจำเป็นในสถานการณ์เช่นนี้
ทั้งยังสอดรับกับการที่ผู้นำรัฐบาลขอให้ประชาชนใช้รถยนต์ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น โดยหันมาใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างรถเมล์แทน
การเจรจาหาทางลดราคาระบบขนส่งมวลชนพลังงานไฟฟ้า ก็เป็นแนวทางหนึ่ง ขณะที่การรื้อฟื้นโครงการรถเมล์ฟรี-รถไฟฟรี ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันโควิด
ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลควรรับไปพิจารณาดำเนินการเช่นกัน