สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกเชื้อกลายพันธุ์โอมิครอนในไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 ยอดสะสมเกินแล้ว 1 ล้านราย เมื่อบวกกับยอดสะสมก่อนหน้านี้รวมประมาณ 3.2 ล้านราย

แม้การติดเชื้อรายใหม่ต่อวันยังสูงเฉลี่ยประมาณกว่า 2 หมื่นราย แต่อาการไม่รุนแรง มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการ หรือหากจะมีก็น้อยมาก ใช้ระบบรักษาและกักตัวที่บ้าน หรือในชุมชน

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขยังกังวลกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อัตราการเสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มนี้

โดยเฉพาะสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามา ประชาชนกลับภูมิลำเนาสุ่มเสี่ยงนำเชื้อกลับไปแพร่สู่ญาติผู้ใหญ่ ซึ่งยังถือเป็นปัญหาเฉพาะหน้า และจุดเปราะบางที่ต้องเร่งระมัดระวังป้องกันยับยั้งกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภาพใหญ่โควิดขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า กำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ของโลก

ดังที่หลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและชาติตะวันตกเลิกนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันแล้ว เพราะเข้าสู่ปลายทางของการระบาด และเตรียมเปลี่ยนผ่านไปสู่โรคประจำถิ่น

ขณะที่ไทยก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขเปิดแผนดำเนินการแล้ว โดย ณ ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 1 จากทั้งหมด 4 ระยะในเวลา 4 เดือน และคาดวันที่ 1 ก.ค. จะออกจากโรคระบาดเป็นโรคประจำถิ่น

ท่ามกลางความหวังของผู้คนในสังคม กลับไปใช้ชีวิต ทำมาหากินได้ปกติมากยิ่งขึ้นเหมือนก่อนโรคระบาด

จากแนวโน้มดังกล่าว ศบค.ชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดประชุมในวันที่ 18 มี.ค.นี้ เพื่อหารือในหลายมาตรการ โดยเฉพาะการผ่อนคลายกิจการต่างๆ

โดยระบุว่าแม้การติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ระบบสาธารณสุขยังอยู่ในเกณฑ์รองรับได้ มีความเป็นไปได้ที่จะผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังต้องเน้นการป้องกันอย่างเข้มข้น เพื่ออยู่ร่วมกับโควิดอย่างปลอดภัย

การผ่อนคลายที่จะมีขึ้นนอกจากเรื่องเดินทางเข้าประเทศแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มสถานบริการบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ และคนทำงานกลางคืน ยังรอคอยความหวังอยู่เช่นกัน

รัฐบาลต้องไม่ลืมคนเหล่านี้ด้วย เพราะคือกลุ่มแรกที่ต้องปิดกิจการจากโรคระบาด และยังไม่ได้รับการผ่อนคลายมาตรการเลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน