เหตุการณ์นักศึกษาหนุ่มอายุ 19 ปี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จ.นครราชสีมา ถูกกลุ่มรุ่นพี่จัดกิจกรรมรับน้อง แล้วนำไปสู่อาการบาดเจ็บ และเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุผู้บริหารมหาวิทยาลัยชี้แจงมีนโยบายเคร่งครัดห้ามรับน้อง ไม่ว่าในหรือนอกสถานที่ และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ประสานตำรวจควบคุมตัวรุ่นพี่ เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

จากการสอบสวนจนถึงขณะนี้พบนักศึกษารุ่นพี่เกี่ยวข้อง 7 คน มีทั้งรับสารภาพ และบางคนให้การภาคเสธ ต้องถูกดำเนินคดีอาญา หมดอนาคต พ่อแม่ผู้ปกครองเดือดร้อน เช่นเดียวกับครอบครัวนักศึกษารุ่นน้องที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

การรับน้องแล้วลงเอยด้วยความสูญเสียเกิดขึ้นแทบทุกปีการศึกษา มีการพูดคุยถกเถียงกันมานานแล้ว เรื่องนี้สะท้อนอะไรแก่สังคมไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงข้อคิดเห็น ระบุเป็นเรื่องเกิดขึ้นบ่อยครั้ง คนที่รับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบไป อย่าให้เกิดขึ้นมาอีก

นายกฯ ยังมองด้วยว่าสังคมรุนแรงขึ้น การไม่เคารพกฎหมาย หรือนึกถึงคนอื่น คือสถานการณ์ที่น่ากลัว โดยการสร้างความขัดแย้ง และวันนี้แพร่ไปทั่ว ต้องช่วยกันลดตรงนี้ลงให้ได้

สุดท้ายย้ำว่าเรื่องการรับน้อง เตือนไปหลายครั้ง สั่งการไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องลงไปสอบสวนดำเนินคดี ลงโทษไปตามกฎหมาย และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

แล้วสังคมที่รุนแรง ไม่เคารพกฎหมาย สร้างความเกลียดชัง ตามที่นายกฯ ระบุคือต้นตอปัญหารับน้องจริงหรือไม่

ที่ผ่านมามีการพูดคุยหลายเวทีเรื่องระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ทั้งจากนักศึกษา นักการศึกษา นักวิชาการ นักสังคมศาสตร์ ส่วนใหญ่มองว่าสะท้อนระบบอำนาจนิยมในสังคมไทย

ตั้งแต่ระดับชนชั้นปกครอง รัฐบาล ในการรักษาอำนาจของตน ทั้งยังสะท้อนถึงระบบอุปถัมภ์ ระบบเส้นสาย การอ้างรุ่น อ้างสถาบันทางการศึกษา การเติบโตในหน้าที่ราชการ การแต่งตั้งโยกย้าย

รวมถึงการขู่บังคับให้คนมาทีหลังต้องทำกฎระเบียบ กฎหมายที่ตนเองคิดว่าดีแล้ว โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ในที่สุดย่อมพัฒนาไปสู่ความรุนแรง ดังที่เคยเกิดขึ้นซ้ำซาก การปราบปรามประชาชนผู้คิดเห็นต่าง หรือรัฐประหาร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ซึมซับสู่สังคมอย่างไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกับเยาวชนอนาคตของชาติ เพราะถูกผลิตซ้ำแล้วเล่า

ดังนั้น ตราบใดโครงสร้างสังคมไทยยังเป็นอยู่อย่างนี้ ปัญหารับน้อง อำนาจนิยมในสถาบันการศึกษาจะยังมีอยู่ต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน