ประเด็นยุบสภาหลังเอเปก กลายเป็นที่สนใจ ให้หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แจ้งข่าวนี้กับพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาล

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะยืนยันเป็นอำนาจนายกฯ ที่จะตัดสินใจ เมื่อไรก็เมื่อนั้น

ทำให้วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นด้วย หรือเป็นข้อเท็จจริงที่รัฐบาลได้พูดคุยกันไว้แล้ว

สุขุม นวลสกุล

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

ประเด็นยุบสภาหลังเอเปกนั้น พล.อ.ประวิตร เข้าใจการเมือง เพราะคำว่ายุบสภาของ พล.อ.ประวิตร มันเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง ที่ใช้ได้ในยามที่จะ ฉวยโอกาส หรือในยามที่คิดว่าไปไม่รอดแล้ว

แต่ในแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ คิดแค่เพียงว่า การยุบสภาคือการแพ้ ซึ่งเป็นการมองทะลุคำว่า ยุบสภาไม่เหมือนกัน

พล.อ.ประยุทธ์จึงมองว่าการยุบสภาเมื่อไรเท่ากับแพ้เมื่อนั้น แต่ พล.อ.ประวิตรมองว่าการยุบสภาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้หลังจากที่ได้ทำงานใหญ่แล้วและไม่มีอะไร ค้างคา หรือคิดว่าถ้าอยู่จนหมดวาระไปก็เท่านั้น สู้ยุบสภาเลยดีกว่า

เชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์หรือตั้งใจยุบสภาหลังเอเปกแต่อย่างใด แต่คงอยู่ที่วิธีคิดอย่างอื่นมากกว่า ฉะนั้นถ้า พล.อ.ประยุทธ์คิดเช่นนี้ก็ยากที่จะยุบ เพราะอำนาจยุบสภาอยู่ที่นายกฯ

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านจะยื่นหลังเปิดสภา 22 พ.ค.นั้น เป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลรู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง คนทั่วไปมองก็จะบอกว่ารัฐบาลกลัว แต่เชื่อว่านายกฯ ไม่ได้กลัว การนัดดินเนอร์กับพรรคร่วมรัฐบาลก็แค่แสดงให้เห็นว่าเสียงทางเรายังเหนียวแน่นอยู่ เมื่อเชิญหรือนัดรับประทานอาหารก็มากัน พร้อมหน้าพร้อมตาก็แสดงว่าทุกคนยังสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์

ส่วนประเด็นนายกฯ 8 ปี ที่อาจมีกระแสสังคมกดดันด้วยนั้น ถามว่ากระแสสังคมจะไปทำอะไรได้ ที่ผ่านมาเรื่องอื่นๆ เขาก็ยังผ่านมาได้ ทั้งกรณีนาฬิกาหรูที่บอก ยืมเพื่อน แล้วผลการวินิจฉัยก็ออกมาแบบนั้น ทั้งที่ เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจมาก สุดท้ายเสียงกดดัน จากสังคมก็ทำอะไรเขาไม่ได้

แน่นอนฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะบอกว่าทุกอย่างต้องได้ตามความต้องการของตัวเองก็ไม่ใช่ แต่ต้องยอมรับว่า การเมืองทุกวันนี้ไม่ใช่การเมืองปกติ การเมืองทุกวันนี้มีธงมาตลอด ถ้ามานั่งคิดแบบการเมืองปกติก็จะผิดหวังแบบที่เป็นอยู่ในทุกวัน

หากถามว่าทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และประเด็นนายกฯ 8 ปี จะเป็นปัจจัยที่รัฐบาลอาจอยู่ถึงการประชุมเอเปกหรือเปล่า บอกคำเดียวว่าอยู่จนเลยประชุมเอเปก ถ้าคิดแบบการเมืองปกติก็คงตั้งคำถามได้แบบนี้ แต่นี่ไม่ใช่การเมืองปกติรัฐบาลจึงอยู่เลยการประชุมเอเปก และพรรคเล็กก็บอกไม่ได้อยากให้ยุบสภา ถือเป็นการการันตีอีกทางว่าไม่ยุบสภา

ส่วนสภาพเศรษฐกิจ สินค้าแพง ประชาชนก็บ่นกันไป รัฐบาลก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติเพราะมีปัจจัยทั้งสงคราม ก็มีเหตุผลอ้างของเขาได้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำ ความประทับใจเรื่องเศรษฐกิจเลยตั้งแต่เป็นรัฐบาลมา เพียงแต่มีข้ออ้างของเขามาตลอดเท่านั้นเอง

จะเรียกว่าทำอะไรเขาไม่ได้ก็ไม่ถูก บังเอิญมันเป็น การเมืองที่เขาคิดอะไรก็ทำได้ไปหมด แม้จะเอาอำนาจ การเลือกตั้งไปตัดสินเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาเองก็มีเสียงของ ส.ว.สำรองไว้ จึงบอกว่าไม่ใช่การเมืองปกติ

ประชาชนเองที่คิดเป็นสูตรการเมืองปกติ แล้วมองว่ารัฐบาลควรไปแล้ว หรืออยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ผิดหวังไปตามๆ กัน ซึ่งเชื่อว่านายกฯ จะอยู่ต่อแน่

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ได้ยินมาระยะหนึ่งเรื่องที่นายกฯ แสดงท่าทีดังกล่าว เข้าใจว่าช่วงเวลานั้นเป็นการฉวยจังหวะที่ภาพลักษณ์ ของรัฐบาลดีขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ และช่วงปลายปี 2565 น่าจะเป็นช่วงจังหวะที่งบ ปี 2566 ผ่านแล้ว ทุกอย่างแฮปปี้ แบ่งพื้นที่ แบ่งสันปันส่วนกันเรียบร้อย ก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดี

แต่วิธีพูดอย่างนี้ไม่มีพันธสัญญา เป็นเพียงการพูด ปากเปล่าที่เห็นมาตลอด เป็นสัญญาเลื่อนลอย ตั้งแต่บอกว่าไม่ทำรัฐประหารก็ทำ รัฐประหารเสร็จแล้วบอกเดี๋ยวร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ฉีกทิ้ง กว่าจะได้รัฐธรรมนูญก็ปี 2560 และมาถึงปัจจุบันก็ 5 ปีแล้ว

พอเห็นว่าหม้อน้ำจะระเบิดก็ปลดวาล์วนิรภัยครั้งหนึ่ง การยุบสภาก็เหมือนเป็นวิธีการหนึ่งที่จะปลดความตึงเครียดของสังคม แต่คงมีปัจจัยมากกว่านี้ ไม่ใช่ประชุม

เอเปกเสร็จแล้วยุบทันที พูดได้แต่ทำจริงหรือเปล่ายัง ไม่มั่นใจ และอาจยุบก่อนหน้านั้นก็ได้

การโหวตไม่ไว้วางใจอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง เพราะเสียง ของรัฐบาลขณะนี้ถ้ามีการแปรพักตร์ก็ลำบาก แต่ถ้าใครเป็นส.ส. สมัยแรกและสมัยสุดท้ายต้องกดตู้เอทีเอ็มกันตอนนี้ การกดปุ่มจะทำได้เรื่อยๆ

อีกปัจจัยหนึ่ง กรณีกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มาอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย วันนี้ยังอยู่ในสมการที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต่อรองได้ ตราบใดถ้าสมดุลนี้ยังมีอยู่ การยุบสภาก็จะขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนี้

แต่ถ้าเมื่อไรมีปัจจัยที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลรู้สึกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเลือดไหลไม่หยุด ปัจจัยเร่งอาจมาจากพรรคที่เราคิดว่าน่าจะเป็นพรรคที่ร่วมหัวจมท้ายกัน พรรคที่คิดว่าคุณโตขึ้นและพรรคเขาเล็กลง สมการนี้ละเลยไม่ได้

ถ้าจะยุบก่อนเอเปกก็มีความเป็นไปได้ทุกนาที ถ้ามีเรื่องอัปยศให้เห็น เป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้เลย เช่น อาจเป็นอุบัติเหตุ หรือพรรคที่ร่วมรัฐบาลรู้สึกว่าถ้ารวมหัวจมท้าย ต่อไป คงจะไม่รอด ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง

ส่วนคำประกาศล่วงหน้ายุบสภาหลังเอเปก รัฐบาลคงต้องการการยอมรับจากนานาประเทศและในสายตาชาวไทย คงรอถ่ายภาพร่วมกับผู้นำโลก แต่จากเงื่อนไขเวลานี้ยัง ไม่เห็นว่าจะทำให้รัฐบาลนี้จะกลับมาได้ ต้องว่ากันไปทีละ ขั้นตอน

นอกจากปัจจัยในสภาแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น กระแสกดดันของประชาชนจากค่าครองชีพ และต้นทุนของผู้ประกอบการ เป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ารัฐบาลยังแก้ไม่ได้จะเป็นชนวนใหญ่ เพราะปัญหาซ้ำซ้อนหลายอย่าง

จะเป็นแรงกดดันก่อนถึงเอเปก ถ้ารัฐบาลยังไม่มีมาตรการมารองรับช่วงนี้รัฐบาลจะอยู่อย่างไร ยังมีเรื่องกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ต่างๆ หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้า ไม่ผ่านรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ ปัจจัยเหล่านี้ จะแทรกเข้ามาและส่งอิทธิพลต่อรัฐบาลมากกว่าที่รัฐบาลประเมินเอาไว้

ดังนั้น โอกาสยุบสภาก่อนเอเปกก็มี อย่าประมาท อย่าไปคิดว่าตัวเองกุมสภาพการได้ทั้งหมด เพราะปัจจัยภายนอกมีเยอะ ถ้ายุบหลังประชุมเอเปกและคิดว่าตัวเองจะได้เปรียบก็ขอให้โชคดี คนที่ไม่ได้ทำมาหากิน ไม่มีรายได้ เศรษฐกิจปากท้อง ความเป็นอยู่และความไม่พอใจต่อรัฐบาลเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง

ที่ผ่านมา มีจังหวะที่ดีเยอะแต่ไม่ทำ เพราะคิดว่าตัวเองต้องกลับมา หรือคนรอบข้างคิดว่าทำดีแล้วให้อยู่ต่อไป ที่จริงควรจะยุบช่วง ต.ค. หรือพ.ย.2564 ที่จังหวะการคุมโควิดยังทำได้ และคิดว่าบริหารจัดการได้

ธเนศวร์ เจริญเมือง

คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มช.

หากพูดกันตามตรงเขายังไม่อยากลงจากอำนาจอย่างไรก็ตาม เรื่องยุบสภาประชาชนเรียกร้องให้ทำนานแล้ว แต่มาเล่นเกมบอกจะยุบให้หลังการประชุม เอเปกผ่านไปแล้ว

ในแง่การทำงานคนเป็นผู้นำระดับประเทศ แม้จะมีการประชุมวาระสำคัญก็ไม่จำเป็นต้องรอ ไปได้เลย แล้วให้คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่น่าจะดีกว่า ยุบสภาจัดการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่เข้ามาก็ทำงานต่อได้ทันที

มีเหตุผลอะไรต้องมาต่อรอง แถมบอกด้วยว่าตัวเองเป็นนายกฯ จะยุบสภาเมื่อไรก็ได้ หมายความว่าอาจไม่มีการยุบสภาเลยก็ได้ เพราะคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่ นายกฯ แต่เป็นพล.อ.ประวิตร

อย่างไรก็ตามรัฐบาลอาจต้องพ้นไปก่อนการประชุม เอเปก ซึ่งปัจจัยสำคัญอาจเป็นเรื่องความสามัคคีของพรรคฝ่ายค้านและขบวนการภาคประชาชน ส่วนตัวยังเชื่อเขายังดูอยู่ว่าจะเอาอย่างไร วันนี้การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นแบบอารยะมากขึ้น คือการพบปะกันของภาคส่วนต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ วิชาการ และองค์กรภาคประชาชนที่จะร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านที่ต้องมาพูดคุยกับประชาชน

ส่วนเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาเดือนพ.ค. จะมีการ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แน่นอนรัฐบาลกลัวเสียงสนับสนุนจะหายไป จึงสะท้อนให้เห็นจากการนัดดินเนอร์ที่เกิดบ่อยขึ้น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบประชาธิปไตยของไทย เป็นระบบที่มาจากการยึดอำนาจ เป็นโจทย์ว่าทำอย่างไร จะทำให้รัฐบาลดูดี ทำหน้าที่ต่อไปได้ เป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดโต่ง สร้างวิธีการนับคะแนนเพื่อให้คนของตัวเองได้เข้ามาเป็นส.ส. บรรยากาศทางการเมืองที่เราเห็นขณะนี้จึงเป็นเหมือนการแย่งชิง

และถ้าผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้ ด่านต่อไปคือวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ถึงช่วงประชุมเอเปกหรือไม่ แต่ที่สังเกตเห็นนักการเมืองพูดคุยกัน เหมือนอยู่ในบรรยากาศการเตรียมตัวจะลงสนามเลือกตั้ง

ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลคิดแบบเดียวกันทั้งหมดเพราะมีความไม่นอนสูงขึ้น ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจง่อนแง่นการเมืองต้องนิ่งเพื่อให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งหากมองประเทศไทย เศรษฐกิจง่อนแง่นสถานการณ์การเมืองก็ไม่แน่นอน เห็นได้จากผู้นำประเทศไม่มีความแน่นอนอะไรเลย ถือได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันสิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าให้ความขุ่นข้องหมองใจร้าวฉานไปมากกว่านี้

การรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา เกิดขึ้นมาต่อเนื่องเป็นปีแล้วจึงคิดว่ายุบสภาหรือ ลาออกยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เหมือนที่นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยพูดว่าถ้านายกฯ จะยุบสภา ก็ยุบเลย นักการเมืองทุกคนก็หมดวาระไปตามกัน และให้ประชาชนตัดสินจากการเลือกตั้ง

คำพูดนี้สะท้อนถึงความแฟร์อย่างมาก ฝ่ายค้าน ยอมให้ยุบสภาแล้วให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน