ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ปรับระดับพื้นที่ควบคุมหรือสีส้มจาก 44 จังหวัด เหลือ 20 จังหวัด ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูงหรือสีเหลืองจาก 25 จังหวัด เพิ่มเป็น 47 จังหวัด
นอกจากนี้ ยังเพิ่มพื้นที่สีฟ้าหรือนำร่องท่องเที่ยวทั้งจังหวัดรวม 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กาญจนบุรี กระบี่ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พังงา ภูเก็ต ปรับเพิ่มขึ้น 2 จังหวัด คือ เชียงใหม่ และเพชรบุรี
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ทุกสี ยังคงปิดสถานบริการและสถานบันเทิงที่คล้ายกันทุกชนิด โดยให้ปรับเป็นร้านอาหาร เพื่อเปิดบริการแบบโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง แทน
ส่วนพื้นที่สีส้มนั้น แม้จะอนุโลมให้สถานบันเทิง ผับ บาร์ ปรับเป็นร้านจำหน่ายอาหารแบบเปิดโล่งได้ แต่ยังห้ามดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน ยกเว้นในพื้นที่สีฟ้า
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อนุญาตพื้นที่ทุกโซนสีจัดงานได้ เฉพาะการเล่นน้ำตามประเพณี เช่น รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ และการละเล่นทางวัฒนธรรม
สำหรับพื้นที่จัดงานนั้น ยังคงห้ามการประแป้ง ปาร์ตี้โฟม จำหน่ายและบริโภคแอลกอฮอล์ ให้กำหนดช่องทางเข้าออกงาน จัดจุดคัดกรอง ควบคุมความหนาแน่นให้เหมาะสม
ส่วนพื้นที่สาธารณะ เช่น บนท้องถนน สถานที่เปิดอื่นๆ นั้น ห้ามเล่นสาดน้ำ ประแป้ง และปาร์ตี้โฟมอย่างเด็ดขาด โดยขอให้ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข ร่วมกันควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด
พร้อมทั้งอนุญาตให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย ดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนและกระทำความผิด ในลักษณะเดียวกับที่ได้ดำเนินการมาแล้วในปีก่อนๆ
ขณะเดียวกัน ก็ขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 2 เดือนจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 นับเป็นการต่อเวลาออกไปอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 17 แล้ว
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านกฎหมาย อ้างสาเหตุที่ต้องต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 2 เดือน เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อที่ปรับปรุงแก้ไขยังไม่แล้วเสร็จ
อีกทั้งเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โควิด-19 จะปรับเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 จึงต้องคงไว้เพื่อใช้ควบคุมโรคอย่างเต็มที่
จึงมีคำถามตามมาว่ารัฐอยากใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างที่ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรก หรือไม่