รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณอีก 70,000 ล้านบาท ออก 10 มาตรการช่วยเหลือ ลดผลกระทบประชาชนจากความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า การขนส่ง และการบริการต่างๆ ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

จากที่ก่อนหน้านี้ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักอยู่แล้ว จากปัญหาเศรษฐกิจทรุดหนักยาวนาน ต่อด้วยวิกฤตโควิด มาซ้ำเติมด้วยสงคราม และราคาพลังงาน

รัฐบาลคาดมาตรการช่วยเหลือ จะมีประชาชนได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 40 ล้านคน

สํ าหรับ 10 มาตรการ ประกอบด้วย 1.ผู้ใช้แก๊สหุงต้มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 100 บาทต่อเดือน 2.ส่วนลดซื้อแก๊สหุงต้มเดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

3.ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ได้รับส่วนลดค่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 4.คงราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวี 15.59 บาทต่อก.ก. 5.ผู้ขับรถแท็กซี่โครงการลมหายใจเดียวกัน ได้ซื้อก๊าซเอ็นจีวีราคา 13.62 บาทต่อก.ก.

6.ครัวเรือนใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 300 หน่วย ได้รับส่วนลดค่าเอฟที 4 เดือน 7.ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร ถึงสิ้นเดือนเม.ย. 8.ใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาไม่ให้สูงขึ้นเกินไป

9.นายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้ลดเงินนำส่งจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 1 และ 10.ผู้ประกันตนมาตรา 39 จากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 1.9

จ ากมาตรการดังกล่าวเป็นของใหม่ 3 มาตรการ คือเพิ่มเงินช่วยเหลือซื้อแก๊สหุงต้มสำหรับครัวเรือน ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และช่วยเหลือค่าน้ำมันผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่เหลือเป็นของเดิมที่ดำเนินการไปก่อนหน้าแล้ว

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตมาตรการเหล่านี้จะช่วยประชาชนได้จริงหรือไม่ อย่างกรณีตรึงราคาน้ำมันดีเซลถึงสิ้นเดือนเม.ย. ก็ไม่ใช่ถึงสิ้นเดือนพ.ค.ตามที่รัฐบาลสัญญาไว้

หรือช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ใช้ฐานรายชื่อเก่า เพราะหลังวิกฤตโควิดมีคนจนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่เคยปรับฐานข้อมูล หรือการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม แต่รัฐบาลไม่เคยใช้เงินคืนกองทุนเลย

เป็นมาตรการที่ถูกตั้งคำถามช่วยได้จริงและครอบคลุมหรือยัง ทั้งสุ่มเสี่ยงสร้างปัญหาตามมาในอนาคตหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน