กระทรวงการคลัง เปิดเผยมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศว่าข้อมูลล่าสุดมีผู้ใช้สิทธิทุกโครงการของรัฐบาลรวม ทั้งสิ้น 40.88 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายทั้งหมด 63,109.11 ล้านบาท
ประกอบด้วยโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 13.35 ล้านราย ยอดการใช้จ่าย 5,204.73 ล้านบาท
โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษระยะที่ 2 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 1.27 ล้านราย ยอดการใช้จ่าย 460.58 ล้านบาท
สุดท้ายคือโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 มีผู้ใช้สิทธิทั้งหมดจำนวน 26.26 ล้านราย ยอดการใช้จ่าย 57,443.8 ล้านบาท
แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเงินที่มาจากเงินกู้ทั้งสิ้น โดยรัฐบาลนี้หวังจะเกิดการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ
ตั้งแต่เริ่มโครงการในระยะแรกๆ จะเห็นได้ว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความคาดหวังว่าจะเป็นไม้เด็ดในการแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนให้กระเตื้องขึ้นได้
ถ้าหากวัดสัมฤทธิผลแล้ว ยังสรุปไม่ได้ว่าสามารถตอบโจทย์ปัญหาความอยู่ดีกินดีของชาวบ้านได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการบรรเทาเบาบางความทุกข์ร้อนชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และเพียงหวังประโยชน์เพียงเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงเพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้
ในสถานการณ์ที่หลายปัจจัยรุมเร้า ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผล กระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
แต่มาตรการของรัฐบาล 10 ข้อ วงเงิน 70,000 ล้านบาท ที่ออกมาล่าสุดนั้น ดูเหมือนว่าจะยังแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดอย่างแท้จริงและทั่วถึงถ้วนหน้า
แถมถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าวิธีการยังย่ำอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบราชการที่มุ่งเอาตัวรอด ขาดวิสัยทัศน์ที่จะเผชิญปัญหาใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
โดยเฉพาะผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งมา อย่างยาวนาน และอ้างว่าทำงานหนักกว่าทุกรัฐบาล แต่ทำไมถึงไม่มีผลงานที่ประชาชนรู้สึกว่าจับต้องได้จริงๆ