หน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่งสัญญาณเตือน ประเทศไทยกำลังจะประสบกับสองปัญหาใหญ่ที่กระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เพาะปลูกเกือบ 10 ล้านราย ในฤดูกาลเพาะปลูกที่ใกล้มาถึงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้
อย่างแรก ปัญหาภัยแล้ง ตามที่มีการ คาดการณ์กันไว้ในปี 2565 ถึงแนวโน้มการขาดแคลนน้ำภาคการเกษตร เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ขณะที่พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาซึ่งได้น้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักอยู่สภาพจำกัด หากภาครัฐบริหารจัดการได้ไม่ดี
จะทำให้เกษตรกรตกอยู่ในความเสี่ยงทั้งด้านการลงทุนและผลผลิตที่น้อยลง
ถั ดมาคือ ปัญหาขาดแคลนปุ๋ยและปุ๋ยแพง อันเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ซ้ำเติมราคาแม่ปุ๋ยนำเข้าพุ่งสูง
จากเดิมที่มีราคาแพงอยู่แล้วจนเอกชนผู้ค้าปุ๋ยบางรายต้องชะลอการนำเข้า เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนจากราคาในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง แม่ปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญที่เกษตรกรไทยใช้กันมาก หลายตัวปรับเพิ่มขึ้น 100-200 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุให้ปุ๋ยในประเทศขาดแคลน และราคาแพง
แม้ล่าสุดกรมการค้าภายในจะอนุญาต ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีในประเทศได้ แต่ปัญหาคือหากปรับขึ้น 100-200 เปอร์เซ็นต์ตามต้นทุนราคาแท้จริง
เกษตรกรจะมีกำลังแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วยหรือไม่
นอกจากปัญหาน้ำมันแพง อาหารสัตว์แพง ปุ๋ยแพงและภัยแล้งยังมีส่วนทำให้ผลผลิตการเกษตรและปศุสัตว์ออกสู่ตลาดน้อยลง ทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นเป็นทอดๆ
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้อง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ
เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เร่งวางแผนรับมือ ไปจนถึงเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
รัฐบาลอาจจะบอกว่ากำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ ซึ่งก็จริง แต่ต้องเร่งมือกว่านี้เพื่อให้ทันฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง ไม่เช่นนั้นนอกเหนือจากวิกฤตต่างๆ ในเวลานี้
ประเทศไทยอาจต้องเจอกับวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารอีกด้วย