กลุ่มกิจกรรมทางการเมือง และภาคประชาชนยังคงขับเคลื่อนเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อใช้ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด
เนื่องจากครบ 2 ปีแล้วที่ใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่งผลให้มีผู้ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก. จากการชุมนุมทางการเมืองไม่น้อยกว่า 1,447 คน จำนวน 629 คดี
โดยชี้ย้ำให้เห็นว่า การใช้กฎหมายพิเศษ เป็นการควบคุมและดำเนินคดีประชาชนที่ออกมาเรียกร้องปัญหาปากท้อง ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมต่างๆ มากกว่าที่จะนำใช้ควบคุมโรค
จึงสมควรแก่เวลาแล้วที่ควรยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วหันมาใช้กฎหมายปกติควบคุมโรคแทน
ขณะเดียวกันมีกรณีน่าสนใจ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ อัยการสั่งไม่ฟ้องกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองชุมนุมคาร์ม็อบหน้าสนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2564 เพื่อเรียกร้องนายกฯ ออกจากตำแหน่ง
โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จัดกิจกรรมรวมกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค และกีดขวางทางสาธารณะ
ขณะที่อัยการพิจารณาแล้วเห็นโดยสรุปว่า การจัดกิจกรรมรวมกลุ่มชุมนุมแสดงออกทางการเมือง เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในสถานที่แออัดเสี่ยงแพร่โรค ผู้ชุมนุมใส่หน้ากากอนามัย และไม่ปิดกั้นการจราจร
กรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เป็นคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คดีที่ 8 อันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2563 ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง
การไม่ฟ้องส่วนหนึ่งมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันเกิดคำถามกลับไปยังรัฐบาลใช้กฎหมายควบคุมเกินไปหรือไม่ เพราะนอกจากกลุ่มการเมืองแล้ว ยังมีประชาชนกลุ่มอื่นอีกไม่น้อยถูกตั้งข้อหาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
การไม่ฟ้องม็อบกรณีล่าสุดถือเป็นแนวโน้มและบรรยากาศที่ดี ขณะที่รัฐบาลต้องทบทวนเช่นกันถึงเวลาแล้วหรือยังเลิกใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับมาใช้กฎหมายปกติควบคุมโรค และบริหารบ้านเมือง
รวมถึงทบทวนการดำเนินคดีผู้ชุมนุมที่ผ่านมาด้วย โดยเฉพาะคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาสั่งฟ้อง ตั้งข้อหาเกินพอดี หรือไม่