บทบรรณาธิการ

หลังจากปี 2561 ผ่านมาครึ่งเดือน เริ่มชัดเจนว่าภารกิจที่รัฐบาลพยายามมุ่งเน้นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ อันเป็นงานที่ต้องทำต่อจากปี 2560 ซึ่งยังไม่เห็นผลชัดเจน เพื่อให้มีผลสำคัญต่อการเลือกตั้งตามที่ประกาศว่าจะมีในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

แม้ว่าตัวเลขด้านเศรษฐกิจจะออกมาดี ทั้งในด้านการส่งออก การท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ แต่เกือบทุกหน่วยงานก็ยอมรับว่ายังไม่ลงไปถึงฐานราก

หากผลงานกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่กระจายไปถึงประชาชนทั่วไป อาจมีผลกระทบต่อการหาเสียงด้วยผลงานและนโยบาย โดยเฉพาะคณะบุคคล ที่ตั้งใจจะทำงานทางการเมืองต่อไปผ่านการเลือกตั้ง

ดังนั้น จึงน่าติดตามว่าการบริหารงบประมาณจากภาษีของประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะชนะใจประชาชนหรือไม่

ในส่วนของกระทรวงการคลังที่กำกับดูแลเศรษฐกิจมหภาค แจ้งว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดทำงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2561 เพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านบาท

เป็นการกู้เงินมาทำงบประมาณสำหรับใช้ในโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 จำนวน 35,000 ล้านบาท

อีกส่วนจะนำไปใช้ในการปฏิรูปภาคการเกษตร 40,000 ล้านบาท เพื่อลดการปลูกพืชเกษตรที่มากเกินไป ขณะที่อีก 10,000 ล้านบาทในงบกลางปีที่เหลือจะนำไปใช้กับโครงการของกองทุนหมู่บ้าน

และอีก 10,000 ล้านบาทสำหรับโครงการของกระทรวงมหาดไทยที่จะเข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจระดับตำบล

ด้านกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานดูแลปากท้องที่ใกล้ชิดกับประชาชน แจ้งว่าจะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เน้นการดูแลสินค้าเกษตรให้เกิดความเป็นธรรม และหันมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายจึงจะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาช่วยพัฒนาการแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม และการดูแลค่าครองชีพ

ส่วนกระทรวงแรงงานนัดประชุมบอร์ดค่าจ้าง 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง พิจารณาสรุปอัตราการปรับค่าแรงขั้นต่ำ วันที่ 17 ม.ค.นี้

ความพยายามทั้งหมดนี้จะส่งผลไปถึงเดือนพฤศจิกายนหรือไม่ วัดผลได้ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน