วนเวียนกลับมารุนแรงอีก สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิงฆ่าตำรวจและโจมตีฐานปฏิบัติการของรัฐ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บและเสียชีวิต
เป็นความต่อเนื่องจากเหตุวางเพลิงเผา ระเบิดปั๊มน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ รวม 17 จุด กระจายครอบคลุม จ.ปัตตานี จ.ยะลา และจ.นราธิวาส
ต่อมาขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น แถลงยอมรับอยู่เบื้องหลัง เพื่อโจมตีสัญลักษณ์อำนาจทุนนิยมรัฐไทย ที่เข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจชุมชน ทำให้ร้านค้าชุมชนจำนวนมากต้องปิดตัวลง
แทบไม่เคยปรากฏมาก่อนที่บีอาร์เอ็นจะออกมายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุ และลงมือกระทำเพื่อมุ่งหวังอะไร
มีข้อวิเคราะห์จากนักวิชาการด้านสันติวิธีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นการก่อเหตุเพื่อต้องการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในพื้นที่
อีกทั้งยังส่งสัญญาณไปถึงประชาชนว่าสถานการณ์ความขัดแย้ง การต่อสู้ยังคงมีอยู่ และส่งต่อไปถึงกองทัพและรัฐบาล เกี่ยวกับการเจรจาพูดคุย เพื่อบรรลุข้อตกลงในเชิงลึก ยังไม่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตผอ.ศอ.บต. ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย ระบุว่าการพูดคุยควรจะมีความก้าวหน้า และไม่ใช่การพูดคุยในลักษณะปิดลับ
พร้อมเสนอให้นำเรื่องการพูดคุยสันติภาพเข้ามาหารือกันในระดับสภาผู้แทนราษฎร จะได้รู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร
ผ่านมา 8 ปี นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 การแก้ปัญหาไฟใต้ของรัฐบาลคสช. ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลเลือกตั้งผ่านกลไกสืบทอดอำนาจ แทบไม่มีความก้าวหน้า หรือมองไม่เห็นหนทางไปสู่ความสงบและสันติภาพถาวร
ปัจจุบันยังคงยึดมาตรการทหารนำการเมือง ซึ่งแข็งกร้าวและดุดัน ดังเห็นได้จากการปิดล้อมหมู่บ้าน และนำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรมอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งการก่อเหตุระลอกล่าสุด ส่งสัญญาณย้ำถึงความขัดแย้งยังคงมีอยู่ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เอารัดเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ การพูดคุยที่ไม่คืบหน้า และฝ่ายขบวนการยังมีศักยภาพก่อเหตุได้
ถึงเวลาหรือยังที่การเมืองนำการทหาร การพูดคุยที่ก้าวหน้า ไม่ปิดลับ หรือมีหนทางใหม่ๆ ที่นอกเหนือกว่าการป่าวประณามฝ่ายก่อเหตุ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่