รัฐบาลประกาศให้ปีพ.ศ.2565 เป็นปีแห่งการแก้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชน ทั้งหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินอื่นๆ ที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืมต่างๆ
ปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติ เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ทำให้มีหนี้สินจากการเบิกเงินเกินบัญชีจำนวนมาก อีกทั้งยังมีหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และหนี้สินอื่นๆ ด้วย
ปัจจุบันข้าราชการครูจำนวนกว่า 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณ 80% มีหนี้สินรวมกัน 1.4 ล้านล้านบาท เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 8.9 แสนล้านบาท
รองลงมาคือ ธนาคารออมสินจำนวน 3.49 แสนล้านบาท รวมทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และสถาบันการเงินอื่นๆ จนบางคนในแต่ละเดือนแทบไม่มีเหลือใช้จ่ายในครอบครัว
รัฐบาลอ้างว่าได้ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจำนวน 70 แห่ง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง มีลูกหนี้ได้รับประโยชน์กว่า 4 แสนราย ภาระหนี้สินลดลงกว่า 2.2 พันล้านบาท
ปรับโครงสร้างหนี้โดยรวมหนี้ไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหรือสถาบันการเงิน ที่ให้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่า เพื่อให้มียอดชําระต่อเดือนน้อยลง และเหลือเงินเดือนหลังหักชําระไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30
กําหนดหักเงินสวัสดิการการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ร้อยละ 70 ของเงินเดือน เพื่อใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ยืมอื่นๆ ได้
ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษารวม 3.6 แสนรายที่ใช้ช.พ.ค. เป็นหลักประกันเงินกู้ ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อทำประกัน และช่วยลดค่าใช้จ่ายลงกว่า 2.3 พันล้านบาท แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงและครบวงจร
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานสถานีแก้หนี้จำนวน 588 แห่งทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือ มีผู้ลงทะเบียนแก้หนี้แล้วกว่า 4 หมื่นราย มูลค่าหนี้รวมกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาหนี้ไปแล้วประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ลงทะเบียน
เร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับธนาคารออมสินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ “ปิดเทอม เรื่องหนี้ มีทางออก” เป็นเวทีกลางเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้สิน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้สินนั้นแก้ไขลำบากยากที่จะทำให้จบ เพราะแต่ละคนมีภาระไม่เหมือนกัน รวมถึงค่านิยมเรื่องการยอมรับสถานภาพ และความมีหน้ามีตาในสังคม ก็เป็นส่วนในการสร้างหนี้สินได้เช่นกัน
ที่สำคัญ รัฐบาลต้องพร้อมด้านแหล่งเงินทุน การเข้าถึงการบริการ การปล่อยกู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยเหลือข้าราชการครูอย่างทั่วถึง