FootNote:แนวโน้มใหม่ มิติการเมืองใหม่ แนวโน้มหลัง “30 กันยายน”
ลักษณะการเบียดขบระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ผ่านร่างพรบ.กัญชา กัญชง กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง
เป็นการเมืองในช่วง “ขาลง” ของรัฐบาล เป็นการเมืองก่อนการเลือกตั้ง “ใหญ่” จะเดินทางมาถึง
สภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนและหลัง คำวินิจฉัยจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร แทบมิได้อยู่เหนือความคาดหมาย
ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร ต้องยุติหรือได้ “ไปต่อ” แต่เส้นทางของการไปต่อก็มีความเด่นชัด ด่านแรกสุดก็คือไปไม่พ้นจากเดือนมีนาคม 2566 อย่างแน่นอน
ด่านต่อมาก็คือ ป้อมค่ายอันมีรากฐานและเคยมีสายสัมพันธ์ อยู่กับกลุ่มอำนาจรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะยังได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมอยู่อีกหรือไม่
เพราะเพียงแต่การนับเวลาในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่สามารถ เรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาได้อีก
คำตอบทุกอย่างอยู่ที่ “สุญญากาศ” หลังวันที่ 24 สิงหาคม
บทบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจมิได้มีความโดดเด่นมากนัก กระนั้นเพียงแต่สามารถลงจากรถประจำตำแหน่งได้เอง ก็ก่อความตื่นตะลึงเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
ยิ่งเมื่อมีการยกหูโทรศัพท์จาก “ผู้ว่าฯกทม.” ไปถึงแม้กระทั่ง “ฮีโร่เด็ก” ที่ให้ความช่วยเหลือคนอื่น ยิ่งมีความเด่นชัด
เด่นชัดว่าต้องอารมณ์ของสังคมมากกว่า และยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็นตัวเลือกเดียวที่มีอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
คุณูปการจากคำสั่งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม จึงเท่ากับเปิดประตูทางการเมือง และสร้างทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรมให้กับการเมืองไทย
นั่นก็คือสังคมการเมืองไทยจะมีหรือไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สามารถ “เดินหน้า” ต่อไปได้อย่างเป็นปกติ
คาดหมายได้เลยว่า เมื่อผ่านคำวินิจฉัยจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 กันยายน สังคมการเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจเป็นอย่างสูง
ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบไม่มีความหมาย
ประเด็นอยู่ที่ว่าพรรคอันเป็นเครือข่ายของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะดำรงอยู่อย่างไร และแนวโน้มของการเลือกตั้งจะดำเนินไปอย่างไร
ในเมื่อประชาชนเลือกที่จะต่อสู้ด้วยความพร้อมเต็มเปี่ยม แม้จะเป็นการต่อสู้ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก็ตาม