ภาคีเซฟบางกลอย เครือข่ายช่วยเหลือกลุ่มชาวบ้านชาติพันธุ์บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อขอความเป็นธรรมเรื่องคดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมี.ค.2564 เจ้าหน้าที่นำตัวชาวบ้าน 29 คนลงมาจากบ้านบางกลอยบนในป่าแก่งกระจาน ถิ่นฐานทำกินดั้งเดิม แล้วส่งให้ตำรวจดำเนินคดี ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที ต่อมาศาลปล่อยตัว

ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นอัยการ ซึ่งภาคีเซฟบางกลอยเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ประสานเรื่องยุติคดี เพราะหากคดีเข้าสู่ชั้นศาล จะยิ่งเป็นภาระหนักแก่ชาวบ้าน

เนื่องจากปัจจุบันชาวบ้านดำเนินชีวิตด้วยความยากลำบากแสนสาหัสอยู่แล้ว หากต้องคดีจะยิ่งเพิ่มความทุกข์ยากในชีวิตเข้าไปอีก

นับตั้งแต่ปี 2554 ชาวบ้านบางกลอยบนถูกเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างแข็งกร้าว บังคับให้ออกจากป่า ถิ่นอาศัยดั้งเดิม และแหล่งที่ดินทำกินด้วยการทำไร่หมุนเวียน

ชาวบ้านยืนยันอยู่กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และอยู่มาก่อนที่ประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯ แม้ต่อมาทางการจัดสรรที่ดินทำกินให้ แต่ก็ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต การดำรงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์

จากนั้นจึงพยายามกลับเข้าไปในป่า จนในที่สุดถูกเจ้าหน้าที่บุกเผาบ้าน ยุ้งฉางข้าว สถานการณ์บานปลาย แกนนำที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ถูกยิงเสียชีวิต ถูกบังคับให้สูญหาย

และกรณีล่าสุดชาวบ้าน 29 คน ที่พยายามกลับเข้าไปในถิ่นอาศัยเดิมอีกครั้งถูกจับกุมดำเนินคดี

ทางภาคีเซฟบางกลอยจึงเรียกร้องให้คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย ที่มีนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประสานความช่วยเหลือ

โดยขอให้พิจารณาหาแนวทางสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากปัจจุบันชาวบ้านมีความเป็นอยู่ยากไร้ ขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน จึงเห็นว่าการฟ้องคดีย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสาธารณะ

ข้อเรียกร้องลักษณะนี้เคยมีตัวอย่างมาแล้ว กรณีชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีชุมนุม เนื่องจากเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เป็นการเรียกร้องผลประโยชน์ชุมชน ขณะที่ตำรวจก็ไม่เห็นแย้ง จึงเป็นอันยุติคดี

กรณีชาวบางกลอยก็อยู่ในอำนาจที่รัฐบาลประสานขอความร่วมมือทางคดีได้เช่นกัน รวมทั้งต้องเร่งรัดแก้ปัญหาเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวบ้านด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน