FootNote เงื่อนปม ภายใต้คำพูด “ชัยวุฒิ” สะท้อน ความจริง การเมืองไทย
การออกมาเตือนในเรื่องการเคลื่อนไหวอันเนื่องแต่กรณีวันที่ 30 กันยายนของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ คือเงาสะท้อนในทางความคิดอันไม่ควรมองข้าม
ด้านหนึ่ง ก่อให้เกิดปฏิกิริยา นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ขณะที่ด้านหนึ่งมีคนเห็นด้วยเพียงแต่มิได้แสดงออกความเห็นด้วยในที่นี้เป็นทั้งเห็นด้วยที่เชื่อว่าหากมีการเคลื่อนไหวอาจก่อให้เกิดสภาพการณ์ทางการเมืองในแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดเมื่อปี 2549 และเมื่อปี 2557
เป็นความเห็นด้วยที่อยากให้ทุกฝ่ายนิ่งเงียบไม่สำแดงปฏิกิริยาใด ๆ ในทางการเมืองอันอาจกลายเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่นำไปสู่สิ่งอันไม่พึงประสงค์ในทางการเมือง
คนที่เชื่อเช่นนี้มีอยู่จำนวนไม่น้อยและเห็นว่าการอยู่อย่างสงบเรียบร้อยเป็นความถูกต้อง โดยลืมนึกไปว่าไม่ว่าสถานการณ์ เมื่อเดือนกันยายน 2549 หรือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
มิได้เป็นเรื่องเกิดขึ้นเอง มิได้เป็นอุบัติเหตุ หากแต่มีการจัดวาง ตระเตรียมอย่างเป็นระบบเป็นกระบวนการ หากย้อนไปทบทวนก่อน 2549 ก่อน 2557 ก็จะประจักษ์
ประจักษ์ว่าทั้ง ๆ ที่รัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อมอบโอนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน แต่รัฐประหารก็ยังเกิดขึ้นจนได้ในเดือนกันยายน 2549
ประจักษ์ว่าทั้ง ๆ ที่รัฐบาล นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อมอบโอนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชน แต่รัฐประหารก็ยังเกิดขึ้นจนได้ในเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นเพราะว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนกปปส.ดำเนินไปตามแผน “สมคบคิด”
นั่นเพราะไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ล้วนกำหนดเอาไว้แล้ว
ความเป็นจริงเช่นนี้ไม่เพียงแต่พรรคไทยรักไทยรู้ ไม่เพียงแต่พรรคเพื่อไทยรู้ หากแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็รู้ หากไม่รู้ทำไมจึงเกิดการบอยคอตการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง
ปมเงื่อนอยู่ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ภรรคภูมิใจไทย จะสรุปอย่างไรมากกว่า
สิ่งที่ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พูดเพียงแต่คิดดัง ๆ เท่านั้น