FootNote:ความแข็งแกร่ง เพื่อไทย อีสาน แปรภาคใต้ เป็นยุทธภูมิสัญจร
ผลการเลือกตั้งระดับนายกอบจ. ไม่ว่าจะเป็นที่กาฬสินธุ์ ไม่ว่าจะเป็นที่ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นชัยชนะโดยคนของพรรคเพื่อไทย ไม่เพียงแต่ตอกย้ำและยืนยันถึงแนวโน้มแห่ง “แลนด์สไลด์”
หากที่สำคัญอย่างยิ่ง ยังอธิบายถึงปัจจัยแห่งความคึกคัก ที่กำลังบังเกิดขึ้นในพื้นที่ “ภาคใต้” อีกด้วย
ในเมื่อพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ภาคเหนือ คือพื้นที่อันเป็นเขตอิทธิพลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน
แม้พรรคภูมิใจไทยจะเคยมั่นใจเป็นอย่างสูงในความสำเร็จจากพื้นที่บุรีรัมย์ กระทั่งสยายปีกไปยังสุรินทร์และศรีสะเกษ แต่เมื่อประสบเข้ากับยุทธการ “ตีหนู ไล่งูเห่า” ก็ต้องเงียบ
ทั้งนี้แทบไม่ต้องกล่าวถึงการเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งพรรคชาติไทยพัฒนา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
ความเป็นจริงจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 เรื่อยมาจนล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2562 เด่นชัดว่าอยู่ในความยึดครองของพรรคเพื่อไทย
เหตุนี้เอง “ภาคใต้” จึงได้กลายเป็น “ยุทธภูมิสัญจร” ร้อนแรง
การได้ ส.ส. 22 คนในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นอันดับ 1 แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้องแบ่งให้พรรคพลังประชารัฐ 14 ต้องแบ่งให้พรรคภูมิใจไทย 8
ขณะที่สภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงหลังการเลือกตั้ง เมื่อเดือนมีนาคม 2562 อยู่ในลักษณะเสื่อมทรุด ตกต่ำ
ไม่เพียงแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถอยออกและซุ่มเฝ้าดู หากแต่ นายกรณ์ จาติกวณิช นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายวิทยา แก้วภราดัย ยังแยกแตกตัวไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่
ผลก็คือไม่เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย จะมากด้วยความฮึกเหิม หากแต่พรรคสร้างอนาคตใหม่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ตั้งเป้าบุกภาคใต้
คำประกาศจากเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่าหากได้รับเลือกต่ำกว่าที่เคยได้เมื่อปี 2562 จะวางมือการเมืองยิ่งท้าทาย
สถานการณ์ทางการเมืองที่รุมกระหน่ำพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นสถานะอันแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
หากยังชี้ถึงแนวโน้มในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ความเป็นจริงที่ท้าทายอย่างยิ่งก็คือ พรรคประชาธิปัตย์จะเหลือพื้นที่ในการถอยร่นอย่างไร
จากที่เคยเป็นพรรค “ระดับภาค” เป็นพรรค “ระดับจังหวัด”