FootNote:กระแส “เลือกตั้ง” ทะยานขึ้นสูง กลบอภินิหาร และทางเลือกอื่น
นอกเหนือจากการเป็น “รัฐมนตรี” นอกเหนือจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค “พลังประชารัฐ” เหตุปัจจัยอะไรทำให้แถลงของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มีความแหลมคมทางการเมือง
คำตอบ 1 มาจากคำสั่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม คำตอบ 1 มาจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 กันยายน
ทั้งหมดนี้ล้วนยึดโยงอยู่กับสถานะของ “กลุ่ม 3 ป.” ทั้งสิ้น
เนื่องจากคำสั่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี และได้เปิดโอกาสอย่างสำคัญให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปฏิบัติหน้าที่อย่างให้เกียรติกับสถานะและการดำรงอยู่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไม่มีข้อตำหนิ
กลับเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีและวิธีวิทยาในการบริหารจัดการต่างหากได้สร้างความแตกต่างเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทำให้สังคมได้คำตอบว่ายังมีคนอื่นที่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มิใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงผู้เดียว
ตรงนี้แหละคือผลต่อคำวินิจฉัยในวันที่ 30 กันยายน
ต้องยอมรับว่าทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเบื้องต้นไม่ต้องการให้บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลือนหายและหมดความสำคัญ
เห็นได้จากความพยายามในการเคลื่อนไหวผ่านบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เห็นได้จากการเชิญ “รัฐมนตรี” บางคนไปพบที่ “กลาโหม”
แต่เมื่อประสบกับกระแสการต่อต้านในทางสังคม ความพยายามนี้ก็ค่อยจางจากหายไป และได้กลายเป็นการดำรงอยู่ที่แทบไม่มีบทบาทและความสำคัญ
ผลก็คือ ไม่ว่าในที่สุดคำวินิจฉัยที่จะออกมาในวันที่ 30 กันยายนจะเป็นอย่างไร สังคมก็แทบมิได้ให้ความหมายมากนัก เมื่อเทียบกับความวิตกก่อนหน้าวันที่ 24 สิงหาคม
เพราะในที่สุด “การเลือกตั้ง” ที่จะเกิดขึ้นคือ “คำตอบ” แท้จริง
น่าสังเกตว่าการโยนหินถามทางในเรื่อง “อาจไม่ได้เลือกตั้ง” เพื่อปรามปฏิกิริยาต่อคำวินิจฉัยในวันที่ 30 สิงหาคม ได้ก่อกระแสในทางลบ มากกว่าในทางบวก
ผลก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตกเป็น “จำเลย”
ผลดำเนินไปในลักษณะเท่ากับเป็นการบั่นทอนสถานะและเกียรติภูมิของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากกว่า
เท่ากับยืนยันว่า “การเลือกตั้ง” คือทิศทางที่จะต้องเกิดขึ้น