FootNote:คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ กับปฏิกิริยาทางการเมือง
ทั้งๆที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมายืนยันว่าสถานการณ์ในวันที่ 30 กันยายน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
เป็นการยืนยันในสถานะแห่งรักษาการ “นายกรัฐมนตรี”
เป็นการยืนยันโดยมีคำรับรองจาก พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม ในฐานะเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างหนักแน่นและจริงจัง
แม้เมื่อ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะออกมาเตือนคนที่จะออกมาเคลื่อนไหวในวันที่ 30 กันยายน
ว่า หากมีการเคลื่อนไหวก็ “ระวังอาจไม่ได้เลือกตั้ง” อันสะท้อนความหมายอย่างแน่ชัดว่า อาจกลายเป็นปัจจัยทำให้เกิดรัฐประหาร กระทั่งไม่มีการเลือกตั้ง
กระนั้น โฆษกกระทรวงกลาโหมก็ออกมาปัดปฏิเสธแนวโน้ม ที่อาจจะเกิดรัฐประหารว่า ไม่มีความเป็นไปได้และทหารจะไม่กระทำเช่นนั้น
ถามว่าสังคมให้ความเชื่อถือกับคำยืนยันของรักษาการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการสมช. และโฆษกกระทรวงกลาโหมหรือไม่
ไม่เพียงแต่สังคมมิได้ให้ความเชื่อถือต่อคำแถลงของตัวแทนในแต่ละกลไกแห่งอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังพร้อมที่จะก่อปฏิบัติการไปในลักษณะสวนกับคำยืนยันเหล่านั้นอีกด้วย
ตัวอย่างหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามเหมือนกับไม่มีความหมาย คือคำประกาศต่อสาธารณะของ “คณะราษฎร”
ไม่ว่าจะมองผ่านเครือข่ายของ “คณะราษฎร” ไม่ว่าจะมองผ่าน “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ไม่เพียงแต่เป็นการตั้งคำถามต่อสังคม หากแต่เด่นชัดในลักษณะเตรียมพร้อม
หากประเมินบทบาทของ “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” หากประเมินบทบาทของ “คณะราษฎร” ก็จะประจักษ์ต่อบทบาทและความหมายอย่างเด่นชัดตลอดปี 2563
เป็นบทบาทในการเคลื่อนไหวและระดมพลังทางการเมือง ที่มีเป้าหมายในการขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง
หากถือว่าคำประกาศของ “คณะราษฎร” เมื่อประสานกับท่าทีอันมาจาก “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” คือท่าทีหนึ่งในทางการเมือง
ท่าทีนี้ก็มีความเด่นชัดและตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน ท่าทีนี้ก็ดำรงอยู่บนกฎและกติกาอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิต่อพลเมืองในการแสดงออก
อยู่ที่ว่า “คำวินิจฉัย” ในวันที่ 30 กันยายน จะออกมาอย่างไร