การเมืองไทยในช่วงก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดวาระในเดือนมีนาคมนี้ เริ่มเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว
การได้ดำรงตำแหน่งต่อของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวจากม็อบต่างๆ เพื่อต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ ส่งผลให้การเมืองไม่แน่นอน อายุสภาอาจไม่ครบเทอมก็ได้
ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงเร่งคัดเลือกและเตรียมจัดวางตัวผู้สมัครในระบบเขตไว้ก่อนอย่างคึกคัก ทั้งหน้าเก่าและใหม่
จากนี้ไป ก็จะได้เห็นการย้ายเข้าสังกัดพรรคใหม่ลาออกจากพรรคเก่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปกติของช่วงใกล้การเลือกตั้ง ที่ผู้มีโอกาสชนะย่อมตกเป็นเป้าหมาย
พรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ อาจได้เปรียบในฐานะที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ
แต่ก็ใช่ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และพรรคที่ตั้งใหม่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเพลี่ยงพล้ำ
ตรงกันข้าม ผลงานการบริหารประเทศในช่วงเกือบ 4 ปีก็ย่อมเป็นที่รับรู้และทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ว่าจะให้โอกาสไปต่ออีกหรือไม่
อีกทั้งผู้นำที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลสนับสนุนในขณะนี้ ก็อยู่ในสภาวะประสบกับวิกฤตศรัทธาอย่างหนักหน่วง ดังที่เกิดกระแสไม่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติจะเสนอให้แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ
โดยให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งเพื่อประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบว่ามีใครบ้าง เพื่อประกอบการตัดสินใจ
ขณะนี้พรรคการเมืองต่างๆ มีรายชื่อดังกล่าวอยู่ในรายการแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยออกมา ซึ่งอาจเป็นหัวหน้าพรรค และผู้ที่เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม
สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ในสมัยที่แล้ว ครั้งหน้าควรต้องทบทวนให้ดี หากจะเสนอชื่ออีกครั้ง เพราะเหลือวาระเป็นนายกฯ อีกแค่ 2 ปี ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างวิกฤตผู้นำการเมือง ทั้งที่สามารถเสนอชื่อคนอื่นที่สมบูรณ์กว่าได้ ทั้งจะทำให้พรรคเสียคะแนนนิยมเสียเองด้วย