พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่ 38 วัน แล้วได้กลับมาใหม่หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรอดคดีวาระนายกฯ 8 ปี รีบประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกับลงพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น
เนื่องจากสถานการณ์พายุฝนตกหนัก น้ำท่วมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มแม่น้ำมูน แม่น้ำชี และภาคกลาง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก
นอกจากไปตรวจเยี่ยม กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัยแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างคะแนนนิยม เตรียมพร้อมเลือกตั้งใหญ่
แต่เป็นที่น่าเสียดาย ประชาชนที่เข้าพบ นายกฯ ได้นั้น ต้องผ่านการคัดกรองและ กะเกณฑ์มา ส่วนประชาชนอีกฝ่ายถูกกันอยู่ด้านนอก ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด
ดังที่ปรากฏเป็นข่าว พล.อ.ประยุทธ์กลับมาพร้อมกับแนวคิดวิทยุทรานซิสเตอร์แจ้งเตือนประชาชนรับมือฝนตกหนัก อุทกภัย หากระบบไฟฟ้า หรือระบบการสื่อสารอื่นๆ ล่ม
กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ และเปรียบเทียบต่างๆ นานาในยุคดิจิตอลที่การสื่อสารรวดเร็วฉับไว แม้ต่อมารัฐบาลจะยกผลสำรวจมาชี้แจงอธิบายไม่ล้าหลัง ไม่เชย ยังมีประชาชนฟังวิทยุอยู่ แต่ก็ถูกนำไปขยายอย่างกว้างขวางแล้ว
ขณะเดียวกัน สิ่งที่สังคมและประชาชนอยากเห็น คือแผนระยะยาว หรือโครงการและวิสัยทัศน์อะไรใหม่ๆ เพื่อรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม ซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่าภัยพิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นประจำทุกปี
ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าปีต่อปี ดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
ผ่านมา 8 ปี นับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์นำกองทัพรัฐประหาร 2557 และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ยังไม่มีโครงการใหม่ๆ หรือระดับพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัย
เรื่องนี้เป็นนโยบายใหญ่ระดับประเทศ ต้องบูรณาการการทำงานจากหลายหน่วยงานให้เป็นเอกภาพ ลำพังแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค แต่ละผู้ว่าการ นายกองค์กรท้องถิ่นนั้นๆ ไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง
เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่แต่ละพรรคการเมืองควรนำไปศึกษาสำรวจจัดทำเป็นนโยบายระดับชาติ นำเสนอต่อประชาชนเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งใหญ่ ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือน
คาดหวังว่าการแก้ปัญหาอุทกภัยในอนาคต จะไม่ซ้ำเหมือน 8 ปีที่สูญเปล่า