เสรีภาพในการพูดและการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งยังเป็นที่ยอมรับในกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย
รัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้
แต่ที่ผ่านมามักถูกละเลย เพิกเฉย ถ้าหากบุคคลใดกล่าววิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ แม้จะเป็นไปโดยสุจริตก็ตาม มักจะถูกคุกคามดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่มีละเว้น
อันเป็นการเลือกปฏิบัติของอำนาจรัฐที่มุ่งใช้กฎหมาย เพื่อตอบสนองและรับใช้อำนาจนิยมอย่างสุดโต่ง
ปรากฏการณ์เดี่ยวไมโครโฟน 13 ของนักทอล์กโชว์คนดังที่กำลังได้รับความนิยมขณะนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและพยายามจะเอาผิดทางกฎหมาย
ความจริงการจัดงานพูดลักษณะนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลแล้ว ผู้นำในแต่ละยุคสมัยในช่วงนั้นๆ ต่างก็ถูกนำมาล้อและเสียดสีด้วยอารมณ์ขันทั้งสิ้น
สำหรับทอล์กโชว์ครั้งนี้จัดแสดงตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน มีประชาชนซื้อบัตรเข้าไปชมและรับฟังจนแน่นห้องประชุม แต่ไม่ปรากฏว่ามีปฏิกิริยาใดๆ ออกมา
แต่เมื่อนำไปแสดงซ้ำในช่องทางบันเทิงออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงและมีผู้รับชมชื่นชอบตอบรับจำนวนมาก กลับกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจของฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล
ขณะนี้มีความพยายามของบุคคล รวมถึงหน่วยงานของรัฐที่หมายมุ่งเอาผิดกับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำรัฐบาล
เรื่องนี้สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุว่าการแสดงออกดังกล่าว เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ถ่ายทอดความรู้สึกและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่ล้มเหลวเท่านั้น
หาใช่การแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือการกล่าวหาและใส่ร้ายให้ได้รับความเสียหาย แต่ก็สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนที่เห็นเป็นเช่นนี้ส่วนใหญ่
ดังนั้น จึงควรปล่อยให้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเสรี ไม่พึงใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือดำเนินคดีจนนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลายไม่จบสิ้น