กฎหมายเลือกตั้งส่งผลต่อการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยปัจจุบันอย่างไร เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. รายงานสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่รวม 29 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 147 อำเภอ 938 ตำบล 5,820 หมู่บ้าน
ประชาชนได้รับผลกระทบ 369,513 ครัวเรือน หรือได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 1.11 ล้านคน ในหลายจังหวัดมีผู้ป่วยจากโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคน้ำกัดเท้า โรคฉี่หนู อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ตาแดง ผื่นคัน ฯลฯ จำนวนหลายพันคน
ล่าสุดซ้ำเติมด้วยภัยหนาว ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก เริ่มขาดแคลนเสื้อผ้าและผ้าห่มกันหนาว
ในสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนพื้นที่น้ำท่วมเริ่มบ่นถึงนักการเมืองว่าหายหน้าหายตา ทำไมไม่มาดูแลช่วยเหลือ เนื่องจากหลายคนไม่รู้เรื่องกฎเหล็ก 180 วัน ก่อนสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดวาระ จึงไม่เข้าใจข้อจำกัดของพรรคการเมือง ส.ส. และว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง ที่กำลังเป็นปัญหาในทางปฏิบัติอยู่เวลานี้
ส.ส.พื้นที่ถูกประชาชนก่นด่า แสดงความไม่พอใจ บางคนบอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลิกสนับสนุน หรือแม้แต่คนที่เข้าใจเรื่องกฎเหล็ก ก็ยังอยากให้ส.ส.ลงมาให้กำลังใจ โดยไม่ต้องนำสิ่งของมาแจกจ่ายก็ตาม ซึ่งพรรคการเมืองและส.ส.หลายคนก็ทำอยู่
แต่บางรายก็ไม่กล้าเสี่ยง กลัวว่าหากเกิดเหตุผิดพลาดเพียงเล็กน้อย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจถูกการเมืองฝ่ายตรงข้ามยื่นร้องเช็กบิลย้อนหลังตอนเลือกตั้ง
ถูกเพิกถอนสิทธิ โดนใบเหลือง ใบแดง ต้องชดใช้ค่าจัดเลือกตั้งใหม่ หรือถึงขั้นยุบพรรคแล้วแต่กรณี
ข้อเรียกร้องนักการเมืองที่ต้องการให้คลายกฎ 180 วันดังกล่าว กกต.อ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้กำหนดข้อห้ามนี้ แต่เป็นกฎหมายเลือกตั้งออกโดยรัฐสภา
ดังนั้น หากสาวไปยังต้นตอของกรณีนี้จะพบว่า ปัญหาใหญ่อยู่ที่ผู้ร่างกฎหมายมีทัศนคติกับพรรคการเมืองเป็นลบ
จึงเขียนข้อจํากัดเพื่อควบคุมตรวจสอบพรรคการเมืองอย่างเข้มข้น จนส่งผลต่อการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่สามารถทำได้อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
คำถามคือ ในอนาคตจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายนี้หรือไม่ เพื่อเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าพรรคการเมืองคือแหล่งรวมผู้แทนประชาชน มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม