กรณีชายอายุ 62 ปี บุกทำร้ายร่างกาย “นักร้อง” ทางการเมือง ซึ่งมีประวัติยื่นร้องเรียนบุคคลเห็นต่างกับฝ่ายผู้มีอำนาจมากมาย ล่าสุดยื่นร้องนักทอล์กโชว์ชื่อดัง เพื่อเอาผิดในการแสดง “เดี่ยว 13” พาดพิงเสียดสีผู้มีอำนาจ
เรื่องนี้สังคมมีความเห็นสองทางคู่กันไป ทางหนึ่ง เห็นว่าไม่ควรยกย่องส่งเสริมคนที่ใช้กำลังรุนแรงทำร้ายร่างกายผู้อื่น ผู้ก่อเหตุสมควรต้องถูกดำเนินคดีลงโทษตามกฎหมาย เป็นตัวอย่างป้องปรามไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
ทางหนึ่ง เห็นว่านอกจากผู้ถูกทำร้ายแล้ว สังคมควรช่วยกันพิจารณาทบทวน ว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของผู้ถูกทำร้ายมีความเหมาะสมเพียงใด
สอดคล้องกับหลักคุณธรรมจริยธรรมที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่
จากการรวบรวมข้อมูลที่เป็นข่าวในปี 2565 นักร้องเรียนคนดังกล่าว ยื่นร้องเรียนจำนวน 8 เรื่อง ผู้ถูกร้องส่วนใหญ่เป็นบุคคลในแวดวงการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่านักการเมืองฝ่ายค้าน หรือผู้ชุมนุมต่อต้านฝ่ายอำนาจ อาทิ ร้องต่อ กกต.เสนอยุบพรรคเพื่อไทย กรณีส.ส.-นักธุรกิจเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ
ยื่นร้องต่อ กกต.เอาผิดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กรณีป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผิดกฎหมาย การทำป้ายรีไซเคิลนำกลับมาทำกระเป๋า เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ และไม่เก็บป้ายหาเสียง
ประกาศแจ้งจับคนลงถนนหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ผู้มีอำนาจพ้นคดีวาระ 8 ปี
ล่าสุด ร้องต่อตำรวจ ปอท. ต่อการแสดงเดี่ยว 13 ของนักทอล์กโชว์ชื่อดัง ที่เป็นเรื่องบานปลายอยู่ในขณะนี้
สังคมไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการร้องเรียนที่เกลื่อนกลาดขาดความหนักแน่น เช่น กรณีนักทอล์กโชว์ ซึ่งเปิดการแสดงเสียดสีล้อเลียนทุกรัฐบาล แม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็ยังเข้าใจ ไม่ถือสาหาความ
นักร้องเรียนอ้างทำตามหน้าที่ ซึ่งนอกจากผู้ถูกร้องต้องเสียเวลากับเรื่องที่เป็นข้อสงสัยผิวเผิน ยังต้องเห็นใจหน่วยงานที่ต้องรับเรื่อง ตั้งคณะขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง เสียต้นทุนดำเนินการ ถ้าไม่ทำจะถูกกล่าวหาละเว้น ผิดมาตรา 157
ดังนั้น ก่อนจับไมค์ร้องแต่ละเรื่อง ควรเลือกประเด็นที่บ้านเมืองประชาชนได้ประโยชน์ ไม่มีผลบานปลายสร้างความแตกแยกให้สังคม
การร้องเพื่อสร้างกระแส ควรเลิกกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ตอบโต้ลอกเลียนแบบ ซึ่งไม่ก่อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดทั้งสิ้น