ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบตามที่สำนักงานกกต. กำหนดจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดในการเลือกตั้ง 2566

โดยพิจารณาจากจำนวนราษฎรทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 ธ.ค.2565 จำนวน 66,090,475 คน มีจำนวนราษฎรโดยเฉลี่ย 165,226 คน ต่อจำนวนส.ส.หนึ่งคน

การกำหนดจำนวนส.ส.แบ่งเขต เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้มีส.ส.เขต 400 คน

ทำให้ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วแต่ละจังหวัดจะมีส.ส.ได้กี่คน มากที่สุดกทม. 33 คน จังหวัดที่เหลือก็ลดหลั่นกันไปตามจำนวนประชากร

จากนั้นสำนักงานกกต. จะจัดทำร่างระเบียบว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผลใช้บังคับกกต.จังหวัดทุกแห่ง รวมถึงกกต.กทม. โดยนำรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งที่จัดเตรียมไว้อย่างน้อย 3 รูปแบบ ปิดประกาศเพื่อรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 10 วัน

เมื่อครบกำหนดแล้ว กกต.จังหวัดและกทม. ต้องนำความคิดเห็นของประชาชนทุกคน และพรรคการเมืองทุกพรรคมาประมวลให้เรียบร้อยภายใน 3 วัน แล้วจึงนำเสนอสรุปเข้าที่ประชุมกกต. คาดกระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 20 วัน

จากนั้นที่ประชุมกกต.จะพิจารณาเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และเมื่อคณะกรรมการดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ข้อสรุปครบถ้วนทุกจังหวัดทั้ง 400 เขตแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

เมื่อครบกระบวนการนี้จะทำให้ผู้สมัครส.ส.ทั้ง 400 เขต และประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะได้ทราบท้องที่ใดอยู่เขตเลือกตั้งไหนบ้าง

การแบ่งเขตเลือกตั้งของกกต.นับว่ามีความสำคัญ เนื่องจากมีผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัครส.ส. และพรรคการเมือง ดังที่เกิดขึ้นและกลายเป็นข้อครหามาแล้วเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี 2562

ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองบางพรรค เช่น บางเขตเลือกตั้งเมื่อแบ่งออกมาแล้วปรากฏว่าครอบคลุมพื้นที่ห่างกันมาก จากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเป็นระยะทางที่ยาวมาก

หรือการตัดแบ่งพื้นที่ตำบล อำเภอ หรือแขวง และเขต อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่ จากเดิมเคยอยู่เขตเลือกตั้งนี้ แต่พอจะเลือกตั้งใหม่กลับไปอยู่อีกเขต สร้างความสับสนต่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้งของกกต. หากปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ไม่มีข้อครหา ก็จะทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นได้รับการยอมรับมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน