FootNote:ปฏิมา แห่งคำสั่งที่ 66/2523 บทเรียน ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เหมือนกับคำประกาศที่ว่า “เราพร้อมจะสานสัมพันธ์กับทุกฝ่ายเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างพลังแห่งความสามัคคีก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหมด”
จะเป็นคำประกาศอันท่องจำกันมา เป็นดังอาขยาน ซึ่งติดอยู่กับ 2 ริมฝีปากของนักการเมือง
ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมาจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
นับแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา ประชาชนล้วนถูกกรอกด้วยวลีที่ว่า “พร้อมจะก้าวข้าม” ความขัดแย้ง เพื่อนำพาประเทศไปสู่มิติใหม่
เพียงแต่ ณ เดือนมกราคม 2566 คนที่ประกาศแล้วประกาศอีก มิได้เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้เป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หากแต่เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
มิได้ประกาศในฐานะรองนายกรัฐมนตรี หากแต่เป็นการประกาศจากพื้นฐานแห่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อันมีเป้าหมายอยู่ที่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30”
มั่นใจว่าจะใช้ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เพื่อ “การก้าวข้าม”
ยิ่งคำประกาศนี้ได้รับการเน้นย้ำจากปาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างหนักแน่นและจริงจังมากเพียงใด สังคมยิ่งเฝ้ามองให้ ความสนใจมากเพียงนั้น
พลางนึกถึง “บทเรียน” แห่งการก้าวข้ามความขัดแย้งมาแล้ว ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523
นั่นก็คือ คำสั่งอันริเริ่มและตกผลึกจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และรัดกุมของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ผลก็ทำให้ “สงครามกลางเมือง” ซึ่งแตกเสียงปืนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2507 แผ่ขยายออกไปในขอบเขตทั่วประเทศ ได้ยุติลงด้วยการวางปืนเข้ามาร่วมพัฒนาชาติ พัฒนาประชาธิปไตย
หรือว่าความสำเร็จจากคำสั่งที่ 66/2523 ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเป็นแนวทางให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
หลังคำประกาศ “ก้าวข้าม” ความขัดแย้ง จึงเห็นการทอดไมตรีไม่เพียงแต่ต่อ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่แยกตัวออกไปหากยังมี นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และคาดหมายว่าจะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ไม่ว่าจะเป็นการรำวงที่นครสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการโอภาปราศรัยกับประชาชนที่ราชบุรี หรือเมื่อไปไหว้พระที่เยาวราช ไปจ่ายตลาดอ.ต.ก. ล้วนดำรงจุดมุ่งหมายนี้
การลงมือทำจึงน่าจะเป็นคำตอบจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ