สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเตรียมปรับขึ้นราคาอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากผู้ประกอบการกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงมากขึ้น

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้ามาก มีต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้น 15-25 เปอร์เซ็นต์ จากกรณีรัฐบาลปรับขึ้นค่าเอฟที หรือค่าไฟฟ้าผันแปร

ดังนั้น ผู้ผลิตอาหารอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอีก 9-12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ความเย็นในการผลิต หรือเก็บรักษา เช่น อาหารแช่แข็ง และเครื่องดื่มแช่เย็น เป็นต้น

เป็นสถานการณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อประชาชนผู้บริโภคที่จะต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้ว เพิ่มขึ้นไปอีก

การเตรียมปรับขึ้นราคาอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้น สอดคล้องกับก่อนหน้านี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุถึงแนวโน้มต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

โดยกกพ.อยู่ระหว่างรวบรวมปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้นทุนสูง รวมถึงค่าเงินบาท อ่อนค่า และความต้องการใช้ไฟฟ้า

ปัจจุบันรัฐบาลกำหนดนโยบายค่าไฟฟ้าเป็น 2 กลุ่มในงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2566 คือผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยเฉลี่ยเกือบ 4.72 บาท ต่อหน่วย และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่บ้านอยู่อาศัย 5.3325 บาทต่อหน่วย

กกพ.ระบุหากปัจจัยต้นทุนค่าไฟฟ้ายังสูงขึ้น จะทำให้ค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2566 ปรับเพิ่มขึ้นอีก

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารจึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงอย่างเร่งด่วน โดยขอให้ตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2566

รวมทั้งปลดล็อกการขอใบอนุญาต เพื่อให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้น ลดภาษีอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการลงทุน

อีกทั้งยังขอให้ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายออกไปก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อผู้ผลิตอาหารที่กู้ยืมเงินมาลงทุนฟื้นฟูกิจการหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

หากรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจะช่วยพยุงต้นทุนอาหาร ย่อมส่งผลดีไม่ซ้ำเติมประชาชนผู้บริโภคที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอยู่แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน