FootNote:ภาพเสื่อมโทรม เน่าเฟะ ตำรวจ พลังปฏิรูป คือเป้าหมายแท้จริง
ปฏิบัติการของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ปลุกสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ “ปฏิรูปตำรวจ”
เพราะไม่ว่าจะมองไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ว่าจะมองไปยังกองบัญชาการตำรวจ “ไซเบอร์”
เด่นชัดยิ่งว่าก่อให้เกิด “คำถาม” และแจ้งชัดใน “ปัญหา”
เพียงลากกระบวนการของ “ตู้ห่าว” ออกมา ก็สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายอันสลับซับซ้อน หากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ลงมาบริหารจัดการเองก็คงมองไม่เห็นความสัมฤทธิ์
จากกรณี “ตู้ห่าว” เมื่อแตะเข้าไปยัง “บ่อนออนไลน์” ไม่ว่าระดับรองสารวัตร ไม่ว่าระดับสารวัตร ไม่ว่าระดับกำกับ หรือแม้กระทั่งผู้บังคับการ ผู้บัญชาการก็กลายเป็นตัวละคร
ไม่ว่าจะเป็นรองสารวัตร “ไบค์” ไม่ว่าจะเป็นสารวัตร “ซัว” ไม่ว่าจะเป็นนายพล จ. สัมผัสได้ในความเสื่อมโทรมเน่าเฟะ จากภายในอย่างเด่นชัด
เหมือนกับว่าความเลวร้ายทั้งหมดกองอยู่ ณ เบื้องหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยากยิ่งที่จะสะสางได้ในเร็ววัน
ตราบที่ไม่เปลี่ยน “รัฐบาล” ไม่ได้ “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่
ความเชื่อเช่นนี้ได้รับการเน้นย้ำจากรูปธรรมการนำเสนอของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อย่างเป็นรูปธรรม และมองเห็นเป็นระบบ ผ่านแต่ละโครงสร้างการทำมาหากิน
สะท้อนความสัมพันธ์จาก “ธุรกิจสีเทา” เข้าไปยัง “รัฐราชการ” ที่มีลักษณะ “รวมศูนย์” ไปยังกลไกในทางการเมือง
อย่างเช่นกรณี “ตู้ห่าว” เด่นชัดยิ่งว่าเริ่มจากเครือข่ายระดับท้องถิ่น การเข้าไปใช้สร้างระบบครอบครัวกับผู้มีอิทธิพลในราชการ แล้วลงเอยด้วยการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง
อย่างเช่นกรณี “พนันออนไลน์” เริ่มจากการสร้างเครือข่ายที่ใช้แพลตฟอร์มกับระดับ “มาเฟีย” ที่อิงอยู่กับหน่วยราชการ แล้วลงเอยด้วยการเป็นผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
ทันทีที่เครือข่าย 1 ทางการเมือง ผนวกเข้ากับ 1 เครือข่ายระบบราชการ ผนึกพลังเข้ากับ 1 ธุรกิจสีเทาข้ามชาติ ก็น่าตกใจ
หากติดตามบทบาทของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อย่างต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นอาจเป็น “ธุรกิจสีเทา” จากนั้นก็โยงสายยาวไปยัง “ตำรวจ” แล้วดึงเอากลไกของ “พรรคการเมือง” เข้ามา
ขั้นสุดท้ายคือพุ่งเข้าใส่รัฐบาล เข้าใส่นายกรัฐมนตรี
นี่เท่ากับเป็นการเตือนไปยังทุกพรรคการเมือง ไม่เลือกว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เลือกว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน
ก่อให้เกิดสำนึก “ร่วม” ที่จะนำไปสู่การปฏิรูป “ตำรวจ”