ในการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายถึง ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ ของประเทศไทย ทั้งด้านงบประมาณ เวลา และโอกาส
ช่วงเกือบ 10 ปีภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เงินภาษีประชาชนรวมแล้ว 28 ล้านล้านบาท แต่ถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีอนาคต สิ่งที่คนไทยได้คือ การเมืองเดิม ปากท้องเดิม และอนาคตแบบเดิม ที่ไทยแพ้เพื่อนบ้านไม่เห็นฝุ่น จีดีพีรั้งท้ายอาเซียน และยังไม่ฟื้นตัวจริงจากโควิด
สูญหายเวลาไปกับ 3 สิ่งสำคัญคือ การศึกษาที่คะแนนรั้งท้ายมาตรฐานโลก การคอร์รัปชั่นที่อันดับความโปร่งใสตกลงจากอันดับ 85 ในปี 2557 มาอยู่อันดับ 110 ในปี 2565 และปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากในภาคอีสาน เพิ่มจาก 40 เป็น 49 ล้านไร่
สูญหายโอกาสปฏิรูปตำรวจ ประชาชนสงสัยว่าจริงหรือไม่ที่ตำรวจมีส่วนกับทุนจีนสีเทา ตั้งด่านรีดไถ นักท่องเที่ยวไต้หวัน ระบบเส้นสาย-ตั๋ว ที่ทำให้ตำรวจมีปัญหาสุขภาพจิต
ในส่วนกองทัพ ประชาชนยังไม่ได้คำตอบว่าอะไรคือสาเหตุเรือหลวงสุโขทัยล่ม เท่าไรคือค่าใช้จ่ายในการบินเครื่อง F-16 ที่เอาไปดูแลกิจกรรมในครอบครัวอดีตผบ.ทอ. อะไรคือสาเหตุการบริหารในกองทัพที่ทำให้เกิดเหตุการณ์กราดยิงโคราช และความรุนแรงต่อทหารชั้นผู้น้อย
การเมืองเป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดกระดุมถูก ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดี มีอนาคต สิ่งที่ทะเลาะกันมากที่สุดไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือสิ่งที่เราหาจุดร่วมกันไม่ได้คือเรื่องการเมืองดี
การเมืองจะดีได้ต้องทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบ เอาทหารออกจากการเมืองและต้องหาฉันทามติใหม่ ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชน
อย่างที่นายพิธากล่าว การอภิปรายครั้งนี้สำคัญกว่าครั้งไหนใน 2 เรื่องคือ แม้ส.ส.ลงมติไม่ได้แต่ประชาชนลงมติได้ในการเลือกตั้ง แม้เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย แต่เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่ประชาชนได้ฟังข้อมูลก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง
การเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนทศวรรษที่สูญหาย เป็นทศวรรษแห่งความหวัง เป็นจุดเริ่มต้นทศวรรษที่มีอนาคต ทศวรรษที่ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม
ดังนั้น หลังการอภิปรายครั้งนี้จบลง สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านอภิปราย สิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลตอบชี้แจง จะเป็นข้อมูลให้ประชาชนเก็บเกี่ยวนำไปคิด วิเคราะห์ แยกแยะใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องของนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใด แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่จะกำหนดอนาคตประเทศร่วมกัน