ผ่านไปเรียบร้อยและสมบูรณ์ สำหรับการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติมาตรา 152 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่กำหนดไว้ว่า
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้
ถือเป็นการอภิปรายสุดท้าย ก่อนการปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และสมัยอายุของสภาก็จะสิ้นสุดในวันที่ 23 มีนาคม หากไม่ยุบสภาเสียก่อน
หากติดตามการอภิปรายตลอดทั้ง 2 วัน ถือว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น มีข้อมูลเชิงลึกและโยงใยเป็นองคาพยพ ที่แสดงว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถบริหารจัดการได้
ข้อมูลที่อภิปรายในสภาครั้งนี้ สำหรับพรรคฝ่ายค้านก็คงจะนำไปขยายผลในการรณรงค์หาเสียง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในช่วงก่อนกลางปีนี้
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล ก็อาจจะใช้โอกาสเดียวกัน ตอบโต้และหักล้างว่าไม่เป็นความจริงอย่างที่ถูกอภิปรายกล่าวหา แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะให้ความเชื่อถือแค่ไหน
ประเด็นหลักที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านนำมาอภิปราย และสร้างความสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมากที่สุด น่าจะเป็นการอธิบายความเชื่อมโยงความไม่ชอบมาพากลใน 2 ประเด็นด้วยกัน
ได้แก่กรณีทุนไทยสีเขียวที่เชื่อมโยงระหว่างเครือญาติของนายกรัฐมนตรีกับการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ และกรณีทุนจีนสีเทาที่เชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองที่เคยสนับสนุน และพรรคการเมืองที่ย้ายไปสังกัดใหม่
นอกจากนี้ ยังอภิปรายถึงกรณีความไม่โปร่งใสในกองทัพ ทั้งเรื่องบ้านพักสวัสดิการ การใช้ประโยชน์พื้นที่ทหารที่ไม่ได้นำรายได้คืนเข้าสู่งบประมาณของประเทศ
แม้ว่านายกรัฐมนตรี จะให้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมชี้แจงแทน แต่ก็อธิบายเพียงข้อมูลเบื้องต้นและผิวเผินเท่านั้น ไม่ได้ตอบข้อซักถามหรือให้ข้อมูลอย่างที่ประชาชนอยากได้ยิน
ขณะที่นายกรัฐมนตรีนั้น นอกจากจะไม่ได้ชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องตัวเองที่ตนรับผิดชอบ และในส่วนเครือญาติที่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ยังใช้วิธีโต้กลับที่ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือ
ข้อมูลทั้งหมดทั้งปวงที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในหน้าที่ และการเอื้อประโยชน์นี้ ต้องยื่นให้องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบขยายผล เพื่อทำความจริงกระจ่างประจักษ์ชัดและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป