พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มาตรา 5 ระบุชัดวัยรุ่นมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเองและมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์
นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังระบุว่า สถานศึกษามีหน้าที่จัดการสอนเพศวิถีศึกษา จัดหาหรือพัฒนาผู้สอน ช่วยเหลือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ให้ศึกษาต่อเนื่อง และมีหน้าที่ส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม
ล่าสุดกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 มีผลบังคับใช้แล้ว
กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ
สาระสำคัญ ได้แก่ ข้อ 7 สถานศึกษาที่มีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ในสถานศึกษา ต้องไม่ให้ออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษา ตามความประสงค์ของผู้นั้น
ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองวัยรุ่นซึ่งตั้งครรภ์ขณะที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาให้มีสิทธิได้รับการศึกษาในสถานศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่อง
เพราะปัจจุบันพบว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ถูกสถานศึกษาให้ออกหรือย้ายสถานศึกษาโดยมิได้สมัครใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สูญเสียโอกาสทางการศึกษา
การแก้ไขเพิ่มกฎกระทรวงฉบับนี้ จะทำให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนนักศึกษาที่ตั้งครรภ์ได้มีทางออกร่วมกันอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันยังมีบุคลากรทางการศึกษาและผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าใจว่าการให้ผู้ที่ตั้งครรภ์เรียนร่วม เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
แต่ผลการศึกษาในต่างประเทศได้ผลสรุปว่าคนอื่นๆ จะเกิดความตื่นตัวมากขึ้นในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ในวัยเรียน
ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกเห็นใจเพื่อนที่กำลังตั้งครรภ์ และให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีขณะที่เรียนร่วมกันด้วย
นอกจากนี้ ยังป้องกันการยุติการตั้งครรภ์ด้วยวิธีการที่ไม่พึงประสงค์และผิดกฎหมาย จนนำมาซึ่งการสูญเสียและเศร้าสะเทือนใจและอื่นๆ ตามมา
ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนติไม่ให้เกิดปฏิปักษ์ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และร่วมประคับประคองให้ผู้ตั้งครรภ์ในวัยเรียนอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างเป็นปกติ