สภาผู้แทนราษฎรครบวาระวันที่ 23 มี.ค. 2566 ตามรัฐธรรมนูญหากสภาครบวาระให้จัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน แต่หากกรณียุบสภา จะต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน
ไม่ว่าสภาครบวาระ หรือยุบสภาจะเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. ตามข่าวคาดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พ.ค. ตามที่นายกฯ ระบุ และประกาศผลการเลือกตั้งได้เดือนก.ค. ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเปิดสภาผู้แทนราษฎร และตั้งประธานสภา จะเกิดขึ้นกลางเดือนก.ค.
ขั้นตอนต่อไปจะเลือกนายกรัฐมนตรี และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีขึ้นราวปลายเดือนก.ค. จากนั้นจะจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และครม.ชุดใหม่จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนช่วงต้นเดือนส.ค.
ตามกรอบเวลาดังกล่าว ไม่ว่าสภาครบวาระ หรือยุบสภา รัฐบาลชุดนี้จะยังรักษาการไปถึง ต้นเดือน ส.ค.
วุฒิสภายังมีอยู่แต่จะประชุมไม่ได้ เว้นแต่จะพิจารณาตั้งองค์กรอิสระ ส่วนร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาทั้ง 2 สภา ประมาณ 29 ฉบับจะตกไปทันที
หลังเลือกตั้งหากรัฐบาลจะนำกลับมาพิจารณาใหม่ ทำได้ภายใน 60 วันนับแต่เปิดสภาชุดใหม่ ส่วนกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่กราบบังคมทูลเกล้าฯ ไปแล้ว 11 ฉบับ ดำเนินการต่อไปตามปกติ
หากมีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้ สำหรับพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่เป็นกฎกระทรวงยังออกได้ตามปกติ
ทั้งนี้ เมื่อครม.พ้นตำแหน่ง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่รักษาการจนกว่าครม.ชุดใหม่จะปฏิญาณตน เรื่องของเอกสาร หรือรายงานข่าวไม่จำเป็นต้องวงเล็บว่ารักษาการ
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีจะอยู่ภายใต้ 4 เงื่อนไข คือ ไม่อนุมัติงานหรือโครงการที่สร้างความผูกพันต่อ ครม.ใหม่ ยกเว้นเป็นเรื่องที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณประจำปี
ไม่แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พนักงานของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ได้รับการเห็นชอบจาก กกต. ไม่อนุมัติใช้งบกลาง เว้นแต่จะได้รับการเห็นชอบจาก กกต. ไม่ใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐ กระทำการที่อาจมีผลต่อการเลือกตั้ง
ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อห้าม กกต. เช่น ไม่ใช้ตำแหน่ง ไม่จัดโครงการที่เอาเปรียบพรรคอื่น ไม่ประชุมครม.สัญจร ไม่โอนงบประมาณเพื่อทำในลักษณะแจกจ่ายให้ประชาชน
ทั้งหมดนี้ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ซึ่งจำเป็นที่นายกฯ และ ครม.รักษาการ ต้องยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นการ เอาเปรียบพรรคอื่นในช่วงเลือกตั้ง