ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ ยุบสภาเดือนมีนาคม 2566 ยังไม่กำหนดวัน แต่วันเลือกตั้งปักหมุดไว้ 7 พฤษภาคม
วันที่คนทั่วประเทศตั้งตารอคอย แต่ที่คึกคักเป็นพิเศษคือบรรดานักการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ ที่เริ่มประกาศนโยบายหาเสียงหวังโกยคะแนนจากประชาชน แบบไม่มีใครยอมใคร
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานแถลงข่าวความร่วมมือภายใต้แคมเปญ “มติชน : เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย” หัวข้อ “เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย” ตอนหนึ่ง ถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่จะนำมาเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป
ว่าควรเป็นนโยบายที่มีความยั่งยืน ทำได้จริงทั้งในทางการเมือง ในทางการคลัง และไม่เป็นภาระให้คนรุ่นอนาคต
ประธานทีดีอาร์ไอ ยังระบุความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสุดท้ายที่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี
ทีดีอาร์ไออยากเห็นประชาธิปไตยของประเทศเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ถอยหลังไปมา ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้าคือ การแข่งขันเชิงนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
เมื่อพรรคการเมืองใดชนะการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วนโยบายเหล่านั้นสามารถทำได้จริง ตรงนี้จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ
กับอีกประเด็นสำคัญ นโยบายสาธารณะที่จะนำมาเป็นนโยบายของรัฐบาล ควรเป็นนโยบายที่มีความยั่งยืน ทำได้จริง ทั้งในทางการเมือง ในทางการคลัง กล่าวคือไม่ทำให้ประเทศติดหล่มจากการลดแลกแจกแถม
อย่างไรก็ตามด้วยเกมการเมืองปัจจุบัน ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งกันลดแลกแจกแถม
ยกตัวอย่างบางพรรคหาเสียงประกาศจะเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการเป็น 700 บาท จากนั้นไม่กี่วันก็ถูกอีกพรรคหนึ่งเกทับประกาศจะเพิ่มให้เป็น 1,000 บาทในโครงการเดียวกัน เป็นต้น
สิ่งที่น่าห่วงก็คือ การแข่งขันทางการเมืองด้วยการลดแลกแจกแถม จะเป็นตัวสร้างปัญหาใหญ่ให้ประเทศในด้านเศรษฐกิจการคลัง ที่ไปต่อไม่ได้ ส่วนในทางการเมือง หากทำไม่ได้ หรือไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ก็จะเกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ตัวแทนพรรคการเมืองต้องขึ้นเวทีดีเบตนโยบาย จึงไม่ควรบอกว่ามีวิสัยทัศน์อย่างไรเท่านั้น แต่ควรตอบให้ได้ด้วยว่านโยบายดังกล่าวนำเงินมาจากไหน ทำได้จริงหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้ฉุกคิด ตัดสินใจกำหนดอนาคตได้ดีขึ้น