การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรคฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกประธานสภาและรองประธานสภา

ขั้นตอนต่อไปเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภา ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ และรองประธานทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อย

จากนั้นประธานรัฐสภาจะต้องเรียกประชุมร่วมรัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส. 500 คน ส.ว. 250 คน ภายใน 10 วัน เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 กำหนดคือต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงส.ส.ในสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือ 25 คน

กระบวนการขั้นตอนสำคัญนี้ได้รับการกำหนดให้เป็นวันที่ 13 กรกฎาคม หลังการเลือกตั้งผ่านมาเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 บทเฉพาะกาล มาตรา 272 บัญญัติไว้ในช่วง 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

บุคคลที่จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของทั้งสองสภา 750 คน หรือไม่ต่ำกว่า 376 เสียงนั่นเอง

ผลการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม พรรคก้าวไกลซึ่งได้รับชัยชนะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง จำนวนส.ส. 151 ที่นั่ง ประกาศตัวเป็นแกนนำในการรวบรวมเสียงส.ส.พรรคฝ่ายเสรีประชาธิปไตยอีก 7 พรรค เป็น 8 พรรค รวมทั้งสิ้น 312 เสียง

ทั้งหมดร่วมกันลงนามในเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาล พร้อมประกาศจุดยืนเดินหน้าผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ขึ้นเป็นนายกรัฐมตรีคนที่ 30 ของการเมืองไทย

ตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้แสดงออกผ่านการใช้สิทธิ์เลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม

หากมองจากเสียงโหวตเลือกประธานสภาและรองประธานสภา โดยเฉพาะ 312 เสียงหนุนนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 สะท้อนความเป็นปึกแผ่นของ 8 พรรคพันธมิตร

เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับก้าวต่อไปในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่แตกต่างกันและไม่ควรมองข้ามคือการเห็นชอบบุคคลเป็นประธานสภาและรองประธานสภาเพียงใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

แต่การให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องได้รับเสียงหนุนไม่ต่ำกว่า 376 เสียงของสมาชิกทั้งสองสภา ถึงตอนนี้ 312 เสียงของ 8 พรรคย่อมไม่มีปัญหา

ปัญหาอยู่ที่ 64 เสียงที่จะมาเติมให้ครบ 376 ตรงนี้ต่างหาก ที่สังคมคาดหวัง ส.ว.จะไม่ฝืนฉันทามติประชาชน ไม่ฝืนหลักการประชาธิปไตย อันอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองไม่สิ้นสุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน