ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82
กรณีสมาชิกภาพสส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากเหตุที่มีชื่อถือครองหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น
โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบคำร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
จากนั้นให้นายพิธาผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
ส่วนคำร้องของกกต. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมี คำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่สส.นั้น ศาลฯ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบคำร้อง ปรากฏเหตุ อันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง
ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายพิธาอาจ ก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย และการคัดค้านโต้แย้ง เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.2566 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สส.ของนายพิธา ซ้ำกับกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ปัจจุบันต่อเนื่องเป็นพรรคก้าวไกล จากคดีถือหุ้นสื่อเช่นกัน
ต่อไปจะส่งผลให้สิ้นสุดความเป็นสส. รวมถึงจะมีผู้ยื่นร้องขยายผลนำไปสู่การยุบพรรค ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคด้วยหรือไม่
ผลเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 พรรคก้าวไกลได้สส. 151 คน มากเป็นอันดับหนึ่ง ได้คะแนนพรรค 14 ล้านเสียง จึงมีความชอบธรรมเต็มเปี่ยมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเสนอแคนดิเดตนายกฯ
แต่ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นายพิธาและพรรคก้าวไกลถูกสกัดขัดขวางอย่างหนักหน่วงจากเครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยมทางการเมือง
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวผ่านสว. ที่ลงมติไม่เห็นชอบนายกฯ และลงมติไม่ให้ยื่นชื่อนายพิธาซ้ำ อีกทั้งยังไม่ต้องการให้พรรคก้าวไกลร่วมเป็นรัฐบาล จากนี้ไปเป็นสิทธิ์พรรคอันดับสองที่จะเสนอแคนดิเดต นายกฯ และแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าจะมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่
ทั้งหมดสะท้อนถึงเครือข่ายอำนาจ ที่เป็นฝ่ายกำหนดตัวนายกฯ และพรรคร่วมรัฐบาล แทนที่จะเป็นฉันทามติประชาชนจากการเลือกตั้ง