ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2566 มีวันหยุดราชการหลายวัน

เพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกัน รัฐบาลจึงกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษอีก 1 วัน ในห้วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา คือวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม

ทำให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคม รวมทั้งสิ้น 6 วัน จุดประสงค์หลักของรัฐบาลก็เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการ

การกำหนดวันหยุดยาวลักษณะนี้เกือบจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐบาลไปแล้ว โดยเฉพาะหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

อย่างไรก็ตามในมุมมองของคนจำนวนหนึ่งในสังคมเห็นว่าการหยุดยาวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ครั้งนี้เป็นการประกาศวันหยุดยาวแบบกระชั้นชิด ทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งไม่ทันได้เตรียมตัว จำเป็นต้องปรับแผนการทำงานรองรับอย่างรีบเร่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน จนเกิดความเสียหายร้ายแรงคาดไม่ถึง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้โรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัดเปิดให้บริการตามปกติในวันที่ 31 กรกฎาคม เพื่อไม่ให้กระทบต่อการนัดหมายคนไข้ โดยเฉพาะคิวผ่าตัดที่นัดหมายล่วงหน้านานแล้ว

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณากำหนดให้วันที่ 31 กรกฎาคม เป็นวันทำการปกติของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากสถาบันการเงินเป็นตัวกลางสำคัญในการให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนและประชาชน

บางภาคธุรกิจได้รับประโยชน์จากวันหยุดยาว เช่น โรงแรม รีสอร์ต ร้านค้า แต่อีกหลายภาคธุรกิจกลับได้รับผลกระทบไม่ว่าบริษัท ห้างร้าน โรงงาน รวมถึงลูกจ้างรายวันที่ต้องสูญเสียรายได้ แต่รายจ่ายยังคงอยู่

ผู้ได้รับอานิสงส์วันหยุดยาวมีเพียงกลุ่มราชการ รัฐวิสาหกิจ ส่วนเอกชนขึ้นอยู่กับนโยบายองค์กร ทำให้วันหยุดยาวไม่ได้ผลเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเต็มที่

การจับจ่ายท่องเที่ยวอย่างไม่ระมัดระวัง ประชาชนอาจเกิดปัญหาเงินขาดมือ หนี้สินตามมาภายหลัง รวมถึงอุบัติเหตุจากการเดินทางพร้อมกันของผู้คนจำนวนมาก

ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากวันหยุดยาวอย่างจริงจัง เหตุผลที่ว่าวันหยุดที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังขาดหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน